Makeup

[ไตรภาคแบรนด์จากDeciem 3]:The Ordinary บำรุงผิวฟีลเหมือนผู้ชายซื่อๆมาจีบ

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกับภาคสุดท้ายของพูดถึงแบรนด์จากร้าน Deciem กันนะคะ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลูกรัก น้องคนสุดท้องที่ดังที่สุดของร้านDeciem เลยนั้นก็คือ The Ordinary นั้นเองค่าาาาา

The Ordinary นั้นเป็นเครื่องสำอางทั้ง Skincare และ Make Up ที่โดดเด่นในเรื่องของการเอาสารActive Ingredient มาใช้ในบริมาณที่โดสใส่แบบจัดเต็มค่ะ คือส่วนผสมนู้นนั้นนี้ ออกฤทธิ์นั้นนู้น เค้าก็ใส่มาให้เป็น% แบบจัดเต็มที่คาดหวังในการเห็นผลค่ะ บวกกับราคาที่ไม่แพงมาก น่าจะเป็นคอนเซปของทางเจ้าของแบรนด์ที่เค้าอยากจะให้ทุกคนได้มีโอกาสได้การบำรุงผิวอย่างเต็มที่ค่ะ  เลยทำให้The Ordinary ดังเป็นพลุแตก ตอบโจทย์สำหรับสาวกกคนชอบบำรุงผิวกันไปทั่วโลก แล้วก็ถือว่าเค้าทำให้เทรนด์การทำแพคเกจกิ้งแบบ Dropper ของแบรนด์อื่นๆ ออกมาตามกันให้เป็นแถวเลยค่ะ

ที่เราเปรียบเปรยThe Ordinary ว่าเหมือนเป็นผู้ชายๆซื่อๆทื่อๆนั้น ก็ถามคอนเซปของแบรนด์เค้าแหละ Skincare แต่ละตัวเค้าจะให้ส่วนผสมมาอย่างสองอย่าง แล้วมันก็จะให้ผลฟังค์ชั่นไม่เกินจุดประสงค์เดียวเช่น ให้ความชุ่มชื่นก็ให้ความชุ่มชื่น กระจ่างใสก็กะจ่างใส เพราะฉะนั้นถ้าใช้ร่วมๆกันหลายๆตัวก็จะเห็นผลดีมาก ครบตามปัญหาผิว แต่ก็ต้องระวังผู้ชายที่มาจีบเราหลายๆคนตีกันด้วยเหมือนกัน เพราะส่วนผสมบางตัวก็ไม่ถูกกันอีกค่ะ ก็ต้องคอยปรับคอยดูผลที่ผิวเรากันไป ความสนุกเลยอยู่ตรงที่การปรับใช้แต่ละตัวให้เข้ากับผิวเรานั้นเองจ้า

สำหรับแบรนดฺ์ The Ordinary ส่วนตัวเราได้ใช้ต่อเนื่องมาได้เกือบจะ2 ปีแล้วค่ะ ก็ถือว่าถ้าใช้ดีๆ ต่อเนื่อง เค้าก็เป็น Skincare ที่ทำให้ผิวหน้าดีขึ้น แก้ปัญหาผิวต่างๆได้ดีจริงๆค่ะ วันนี้เราขอมาแชร์และพูดถึงแต่ละตัวที่เราใช้มากันดีกว่า อาจจะไม่ครบเพราะเค้ามีเยอะแยะหลายตัวมากนะคะ อันไหนใช้ดีหน้าใส อันไหนหน้าแหกก็มีค่ะ

*เนื่องจากเราใช้มานานแล้ว ตัวรีวิวก็จะพูดถึงในแง่ของความรู้สึกของการใช้แต่ละตัว มากกว่าพูดถึงผลลัพธ์นะคะ

เริ่มที่แนว Moisture ให้ความชุ่มชื่นกันก่อนเลยละกันเนาะ

Natural Moisturizing Factors + HA

ครีมเนื้อเข้มข้นสีขาว มีส่วนประกอบของ NMF หรือสารที่อยู่บนผิวของเราค่ะ แล้วก็มี Hyaluronic Acid ด้วย NMF ก็คือเป็นสารที่เป็นองค์ประกอบของผิวชั้นนอกของเราช่วยปกป้องความชุ่มชื่นของผิวเราค่ะ ครีมตัวนี้เลยเปรียบเสมือนอาหารผิวที่ช่วยให้ความชุ่มชื่นแล้วก็ผิวแข็งแรงนั้นเอง

คือทุกคนน่าเคยเป็นแบบฟีลขี้เกียจหาครีมทาครีมมากก ไม่อยากจะทาอะไรทั้งนั้นแต่ก็กลัวหน้าจะป่วยก็โบกๆตัวนี้ไปก็ได้ ครีมตัวนี้คือไม่เน้นขาว ไม่เน้นริ้วร้อยแต่จะเน้นเติมความชุ่มชื่นให้ผิวแค่นั้น เป็นครีมเบสิคให้ผิวแข๊งแรง พูดง่ายๆคือเป็นครีม “ทาๆไปเหอะ” หน้านุ่มแน่นแล้วก็ไม่ค่อยแดงเห่อเลยค่ะ ใช้กับตอนไปต่างประเทศอากาศหนาวแห้งก็ทาตัวนี้ช่วยได้นะคะ ไม่คุมมันแต่ไม่ทำให้หน้าเหนียวเลย เนียบสนิทแนบไปกับใบหน้า ใช้เช้าเย็นได้ วันไหนรีบๆก็ปาดๆตัวนี้แล้วก็ลงกันแดดต่อ ออกไปจากได้เลยย ถือว่าเป็น Simple is the best เลยค่ะ เหมาะพกเอาไว้เวลาไปค้างบ้านผู้ชายแต่ไม่อยากพกของไปให้หนัก ก็พกตัวนี้ได้

100% Plant-Derived Squalane

ถัดมากับออยล์ตัวนี้ Squalane ทุกคนน่าจะเคยผ่านหูมาบ้าง นางเป็นน้ำมันสารพัดประโยชน์ Squalane ของ The Ordinary เค้าว่ามาจากพืชนะคะ คือมันเป็นน้ำมันที่สกัดมาจากหลายๆที่ หลายส่วน เป็นตัวให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวได้ดีมากๆทั้งทดแทนความชุ่มชื่นที่ขาดและป้องกันการระเหยของความชุ่มชื่นได้ผิวได้เช่นเดียวกันเด้อ จะเอามาทาหน้า ทาผิว หรือลูบผมก็ยังได้ค่ะ ถือว่าสารพัดประโยช์นมากๆกับเจ้า Squalane ตัวนี้

ออยล์ตัวนี้ถือว่าสารพัดประโยช์นสำหรับเราอีกเช่นกัน เนื้อมันใสไม่เหนียวเหนอะหนะมาก แต่ก็ยังเป็นฟีลออยล์อยู่นะคะ ทาๆไปก็จะซึมผิวได้ดี กลิ่นก็จะออกน้ำมันพืชแหละค่ะ แต่ก็ไม่น่าอยากถอยจมูกหนีอะไรก็ดมได้อยู่ ถ้าไม่อยากทาเพียวๆก็ผสมกันโทนเนอร์ซักหยดหรือจะผสมกับโลชั่นทาผิวในวันฟีลรู้สึกว่าผิวแห้งกรังก็ไม่ติด นางช่วยได้ค่ะ ส่วนตัวใช้แล้วสิวไม่ขึ้น แต่ช่วงที่มีสิวเราก็อย่าทาสิคะเนาะ ก็ไปใช้อย่างอื่นที่รักษาสิวก่อน ตัวนี้ก็ค่อยเอามาใช้เวลาต้องการเติมความชุ่มชื่นก็ว่ากันไป

Amino Acids + B5

ตัวนี้ก็เป็นอีกตัวที่ให้ความชุ่มชื่นได้เป็นอย่างดีแถมเนื้อจะบางเบาเป็นออยล์เซรั่มค่ะ กรดอะมิโน 17% ช่วยเสริมสร้างซ่อมแซมให้ผิวให้มีความชุุ่มชื่น ตัวเด็กที่มาคู่กันคือ panthenol ที่ใส่มา5% แหนะ คือหลักๆคือปลอบปะโลมโอ๋จ๋าผิวไม่ให้อักเสบหรือแพ้ค่ะ

ตัวนี้ถ้าช่วงไหนถ้าผิวอ่อนแอจะรู้สึกว่าทาไปแล้วหน้าจะร้อนๆวูบๆวาบๆไม่รู้เพราะนางไปทำปฎิกิริยาอะไรกับผิวหรือแต่ใช้ไปแล้วหน้าจะดีขึ้น หรือถ้าหน้าลองอะไรใหม่มาๆแล้วแหกหรือแพ้ก็จะกลับมาโปะตัวนี้ให้ช่วยไม่ให้แหกไปกว่าเดิมค่ะ

Marine Hyaluronics

ถือว่าเป็นตัวที่ให้ความชุ่มชื่นแล้วเนื้อบางเบาสุดแล้วละคะ เนื้อไหลใสเป็นสายน้ำสมชื่อ หยดๆแล้วเอาแป๊ะๆ เป็นน้ำตบได้เลย นางว่า Hyaluron ที่สกัดมาจากพวกแบคทีเรียดีๆจากทะเล คาดว่าเอาตีกับ Plankton ของอีกแบรนด์นึงละมั้งคะ ก็คือเป็นHya ที่มีความเบามากๆๆๆแต่ก็ยังให้ผลดีในเรื่องของความชุ่มชื่นกับผิวนั้นเองคะ

อย่างที่บอกว่าใช้ตัวนี้แทนน้ำตบหลังจากเช็ดโทนเนอร์เสร็จ ก็ตบๆตัวนี้เข้าไป เนื้อมันเบาซึมไว ก็สามารถเพิ่มเลเยอร์ต่อโดยการไปโบกอย่างอื่นต่อค่ะ ตัวนี้ไม่ได้ลดการอักเสบหรือปลอบปะโลมผิวได้เหมือนตัว Plankton ของแบรนด์อื่นนะคะ เค้าแค่ให้ความชุ่มชื่นฉ่ำๆอย่างเดียวเลยจ้า

หมดไปกับหมวดความชุ่มชื่น มาต่อหมวดผิวกระจ่างใสกันดีกว่า

Vitamin C Suspension 23%+ HA Spheres 2%

Vitamin C ทาหน้าแบบเข้มข้นตัวแรกของแบรนด์นี้นะคะ ใส่ Ascorbic Acid เพียวๆมเลย 23% เต็มเหนี่ยวไปเลยพี่เต็มที่ไปเลยที่เธอ จริงๆแล้วLine Vitamin C ของ The Ordinary นั้นมีมากมากหลายตอบโจทย์ของผิวเรานะคะ เลือกได้จะแบบผิวมัน ผิวแพ้ง่าย ความเข้มจากน้อยไปจัดเต็มก็มีให้เลือกมากมายค่ะ หรือจะเลือกจากความชอบของเนื้อผลิตภัณฑ์ก็ได้ จะเป็นออย จะเป็นครีม จะเป็นซิลิโคนนางก็มีให้เลือก  ส่วนตัวเลือกตัวนี้มะเพราะนางว่าเข้มข้นให้ผลสูงสุดละ เลยจัดมาค่ะ Vit C นั้นก็สารพัดประโยชน์กับผิวแหละคะ หน้ากระจ่างใส ลดเลือนจุดด่างดำ ช่วยเรื่องลดริ้วรอยได้ด้วย ถือว่าถ้า% ถึงแล้วเข้ากับผิว นางก็ช่วยให้ผิวดีผิวเด้งมากมายค่ะ

อีหลอดนี้บอกเลยว่า ต้องหน้าหนาๆหรือใจถึงซะหน่อยในการใช้นะคะ เพราะนางทาแล้วคันยิบๆๆๆ ตลอดเลยค่ะ คาดว่านางคงจะเข้มข้นมากๆ ช่วงใช้แรกๆนี้บางทีทนความยิบๆไม่ไหว ลุกไปล้างออกก็มีค่ะ ทาไว้เป็นมาร์สพอ แล้วทาอีตัวนี้ก็ต้องหลบแดดกันสุดฤทธิ์ค่ะ ไม่งั้นหน้าจะรู้สึกแสบๆนะคะ หลังๆเลยเลือกไปใช้ตัวอื่นที่ความเข้มข้นหน่อยกว่าแทนค่ะ ตัวนี้เอาไว้ใช้แต้มเป็นพวกSpot ตามจุดรอยดำได้แทน  ตัวนี้ทนใช้ช่วงแรกๆก็เห็นผลนะคะ ไม่ได้ขาวขึ้นแบบเปลี่ยนแป้ง แต่หน้าจะแน่นๆเนียนๆ พวกรอยสิวดำๆนี้ดีขึ้นมากๆค่ะ  ผิวดูละเอียดขึ้นมากๆ คือมันดีแหละค่ะ Vit C แต่คงเลือกตัวอื่นที่เบากว่านี้จ้า

Alpha Arbutin 2% + HA

ส่วนผสมตัวเด็ดที่คุ้นเคยกันอีกตัวกับ Alpha Arbutin ที่ช่วยเรื่องลดเม็ดสีโดยตรงโดยเค้าใส่maximum dose 2% ที่เป็นโดสแบบ Clinical formulaค่ะ แล้วก็ใส่HA มาให้กลัวว่าพอผิวขาวแล้วจะแห้งป่าวเลยใส่มาให้

ตัวนี้ถือว่าเป็นใช้ไม่ยุ่งยากลำไยเหมือนกับเจ้าVit C ค่ะ ทาได้เช้าเย็น คือมันไม่ได้เห็นผลเร็วอะไรมากนะคะ แต่ก็รู้สึกได้ว่าหน้าขาวขึ้นมาได้ไม่หมองคล้ำ พวกจุดด่างดำก็ลดๆลงไปบ้าง คือหน้าดูสดใสไม่โทรมดีค่ะ ตัวนี้บางคนก็ว่าไม่เห็นผลนะคะ สิบเสียงไม่เหมือนกันเลยเทอ หรือว่ามันค่อยเป็นค่อยไปก็ไม่รู้ บางคนก็ว่าช่วยได้ บางคนก็ยังคิดว่ามันยังไม่ขาวสาแก่ใจ ก็ใช้กับไปเรื่อยๆคะ ถือว่าเป็นตัวที่ทาๆไปเหอะได้อยู่จ้า

Ascorbic Acid 8% + Alpha Arbutin 2%

อะไหนลองซิ เอาส่วนผสมของไวเทนนิ่งเด่นสองตัวมารวมกัน ดูสิมันจะเวิร์คแมะ Vit C 8% มันก็คงเห็นผลเรื่องใส กับAlpha Arbutin 2% มันก็น่าจะขาวอยู่อะนะ เป็นเซรั่มแบบออยล์นะคะ ทาแล้วก็ร้อนวูบวาบแบบVit C เพียวๆเหมือนกันแต่ไม่เท่า

ยุ่งยากลำไยสำหรับเราเช่นกันค่ะ ตัวนี้เพราะต้องรอให้นางออกฤทธิ์กับผิวก่อนที่ลงตัวต่อไป จริงๆกะเอามาใช้ตัวเดียวหรือเป็นตัวสุดท้ายในช่วงกลางคืนแหละ แต่มันยังไม่ฟีลเหนอะหนะอยู่บ้างนิดนึงเหมือนกันนะคะ ตัวนี้เห็นผลเรื่องสีผิวสม่ำเสมอเนียนไปทั่วใบหน้าดีค่ะ คือมันไม่แสบยิบๆเท่าVit C 23% โดยรวมแล้วมันก็ทำให้หน้าขาวๆใสๆวาวๆดีค่ะ ถือเป็นตัวที่ชอบที่สุดของWhitening ของ The Ordinary แหละ แม้มันจะให้ฟีลออยล์กับต้องซึม แต่ก็เห็นผลดีอยู่ค่า ทาตัวนี้ต้องโบกกันแดดเยอะๆด้วยนะคะ ไม่งั้นก็หน้าแหกน้า

มาต่อกันที่ตัวช่วยกันหน้าแก่หน้าเหี่ยวกันดีกว่า

Buffet

ตัวขายดีเทน้ำเทท่าของแบรนด์นี้เลยจ้า Buffet รวมทุกส่วนผสมPeptidesที่ช่วยลดเลือนนริ้วรอยทุกอย่างมายัดรวมอยู่ในขวดนี้สมชื่อค่ะ ทั้ง MatrixylTM 3000,Syn-ake,Argileline และอื่นๆอีกเยอะแยะมากมาย คือถ้าโบกตัวนี้เข้าไปก็เข้าใจได้ว่า ริ้วรอยฉันมันจะต้องดีขึ้นแน่ๆ เป็นเซรั่มกึ่งเจลค่ะ ทาแล้วก็ซึมไวดี จริงๆของ The Ordinary เค้าก็ทำเนื้อมาเหลวๆใสๆ ซึมง่ายหลายๆตัวนะคะ 

ใช่ค่ะ ใครใช้แบรนด์นี้ถือว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ต้องมีติดไว้ หรือใครที่เริ่มใช้แบรนด์นี้ก็ควรจะตำตัวนี้มาใช้ค่ะ เพราะมันช่วยให้หน้าเด้งดีจริงๆ สำหรับเราชีวิตนี้คงขาดเธอไม่ได้ พวกร่องน้ำหมากนี้ช่วยค่ะสำหรับเรา เวลาขยับหน้ามากๆใช้ตัวนี้มาเรื่อยๆ หน้าก็ไม่ค่อยยับ หน้าจะดูเต่งๆตึงดีชอบมากๆ  รู้สึกหน้ากระชับจริง แล้วก็ชุ่มชื่นด้วย ลูกรักๆค่ะจริงๆค่ะตัวนี้ ใช้เป็นตัวยืนพื้นเรื่องริ้วรอย

“Buffet” + Copper Peptides 1%

ตัวนี้คือ Buffet ปกติแต่นางยัด Copper Peptides มาให้อีก 1% ราคาก็แพงขึ้นมาอีกแต่ก็สอยมา Copper Peptide นางเคลมว่ามันจะไปช้วยพวกหลุมสิว แผลเป็นให้ดูดี ดูตื้นขึ้น ยิ่งถ้าใช้กับพวกผลัดเซลล์ผิวก็จะได้ผลดีขึ้นค่ะ แต่ด้วยตัวCopper Peptide ที่ใส่มาทำให้นางSensitive กับตัวอื่นไปอีกหลายๆตัว ก็รู้สึกยุ่งยากไปอีก

เรื่องหลุมสิวไม่แน่ใจเลยว่าช่วยมั้ย เพราะไม่ได้มีหลุมลึกอะไรมากนะคะ แต่ก็รู้สึกว่าได้ว่าผิวแน่นกระชับแบบใช้ตัว Buffet ปกติค่ะ ตัวนี้ก็ไม่ค่อยต่างกันมากถ้าจะเอาผลเรื่องกระชับริ้วรอยอะนะคะ ไม่มีอะไรพิเศษเท่าไหร่ ใช้ buffer ปกติดีกว่าเด้อ

Argireline Solution 10%

เอาตัวนี้มาเสริมเรื่องริ้วรอยอีกขั้นนึง เพราะคิดว่า% มันน่าจะเข้มข้นกว่าค่ะ Argireline เค้าบอกว่าจะช่วยริ้วรอยที่มันเกิดขึ้นแล้ว ยับแล้วเช่นพวกร่องรอยน้ำหมาก ตีนก ขีดที่หน้าผาก คือนางจะเข้าไปช่วนให้พวกนี้มันลดลงได้ค่ะ

ตัวนี้เป็นเนื้อเหลวๆใสๆซึมไวเช่นเดียวกัน เอามาทาเน้นๆตามพวกร่องรอยตีนกาอะไรพวกนี้ ขวดเดียวยังไม่รู้สึกต้องใช้ต่อเนื่องแล้วจะรู้สึกได้ว่าร่องรอยมันตื่นขึ้นจริงๆ พวกรอยที่หน้าผากเราไม่ค่อยมีแล้วค่ะ แต่ร่องน้ำหมากก็ยังมีอยู่ เวลาทำหน้ายุ่นๆย่นๆก็ดีขึ้น ไม่ค่อยเป็นอาจุมม่าซักเท่าไหร่ ถือว่าดีเอาไว้ทาเน้นย้ำพวกรอยเส้นๆ ต่อจากลง buffet

ริ้วรอยหมดแล้วมาต่อกันที่หมวด Direct Acid เอาไว้ผลัดเซลล์ผิวหน้ากันค่ะ

AHA 30% + BHA 2% Peeling Solution

มาร์สเลือดที่เค้าฮิตกัน ต่อให้ทางแบรนด์เองหรือ Influencer สาย Skincare ออกมาเตือนกันให้ปากเปื่อยปากแฉะว่า พวกเทออีนี้มันแรงมากๆนะคะ ใครผิวแพ้ง่ายมีสิทธิ์ผิวลอกผิวพังได้ ไม่มีใครฟังค่ะ สอยกันมาใช้ให้รู้ด้วยตัวเองกันว่ามันจะขนาดไหนกันเชียว ตัวนี้มีกรด AHA 30% ช่วยเรื่องผลัดเซลล์ผิว กับ BHA dose 2% ที่จะไปช่วยทะลุทะลวงชั้นรูขุมขนอีกทาง นางบอกว่าทาไว้ไม่เกิน10 นาทีแล้วไปล้างออกหรือใครที่ผิวบอบบางกว่านั้นก็ลดเวลาลงมาว่าไปกัน

ส่วนตัวทาไว้3 นาทีแล้วล้างออกแล้วค่ะสำหรับเรา กลัวไปแรงไป ตอนทาก็หน้าจะยิบๆแบบใช้Vit Cเข้มข้นเลย แต่จะรู้สึกเป็นแนวแสบๆวูบวาบมากกว่ายิบๆรำคาญแบบVit C นะคะ ส่วนตัวเราเอาไว้ฟอกผิว พวกรอยพับขาหนีบ ด้านหลังที่เป็นรอยสิวหรือเอาไว้ฟอกตูดเลยค่ะ ด้วยความที่คิดว่าใช้กับผิวตัวมันน่าจะทนได้ดีกว่าผิวหน้า ส่วนหน้าก็จะทาให้บางที่สุดค่ะ ทิ้งไว้ไม่นานแล้วรีบไปล้างออก ส่วนตัวว่าเออมันก็คือการผลัดเซลล์ผิวอะเทอ พอล้างออกก็รู้ได้ว่าผิวดูดีขึ้นมาบ้างเพราะพวกเซลล์ผิวเก่ามันออกไป เราว่าตัวนี้เอาไว้ฟอกผิวตัวอะเริ่ดกว่า พวกขาหนีบ รอบสิวที่หลังอะดีขึ้นมากๆเลยนะคะ โดยเฉพาะก้นที่แบบแห้งกรังๆ พอฟอกตัวนี้แล้วลงโลชั่นทับ ตายแล้วก้นนิ่มดูเป็นก้นเด็กขึ้นมานี้กะไร ส่วนผิวหน้าสำหรับเราเฉยๆค่ะ อาจจะเพราะไม่ได้ทาไว้นานด้วยรึป่าวก็ไม่รู้ สรุปว่ามันแรงจริงแต่เอามาประยุกต์ใช้กับผิวกายก็เวิร์ดนะเทอ

Salicylic Acid 2% Solution

ตัวนี้แยกออกมาเป็น BHA สำหรับช่วยเรื่องสิว ทะลวงรูขุมขนโดยเฉพาะ เนื่องจากมันคล้ายตัวดัวของPaula’s choice สมัยก่อนที่ราคาก็สูงอยู่ เจอตัวนี้ถูกกว่าก็ไหนลองมาซิ่ ตัวนี้ใครคิดว่าจะเอามารักษาสิวก็ดูดีนะคะ เพราะว่าเป็นสิวหนักมากๆ หาหมอดีกว่า เพราะตัวนี้ไม่ใช้ยาเด้อ แล้วก็เค้าใส่มาdose 2% ซึงก็เข้มเข้นมากๆ ใครผิวแพ้ง่ายก็ต้องระวังในการใช้เช่นกันนะจ๊ะ

ตัวนี้อย่างที่บอกเอาไว้ทะลวงรูขุมขน เราทาที่จมูกที่มีสิวเสี่้ยนเยอะๆ กับรอบหน้าที่เป็นสิวเสี้ยนจุดดำๆ ก็ช่วยได้ค่ะ ใช่เวลาไม่นาน แต่ไม่ได้เห็นผลแบบสิวเสื้ยน สิวหายไปเลยนะคะ คือพวก Black Head อะไม่ค่อยมีขึ้นใหม่ หน้าจะดูโล่งสะอาดๆดีค่ะ พวกสิวอุดตันก็ไม่ค่อยกลับมาขึ้นด้วยค่ะ

Alpha Lipoic Acid 5%

ตัวนี้เป็นตัวที่เราชอบที่สุดในบรรดา Direct Acid ของ The Ordinary แล้วค่ะ อ่านสรรพคุณตอนแรกคือหยิบมาเลย เสียดายตัวนี้เหมือนเค้าไม่โชว์ในเวปเค้าแล้ว ไม่รู้ยังมีขายอีกมั้ย สำหรับเรามันดีมากๆ ขอเรียกว่าเป็นตัวฟอกผิวละกันคะ ใช้ได้ไม่บ่อย แค่2-3 ครั้งต่อวีคเนื้อเป็นน้ำๆ กลิ่นเคมีมาก ทาไปแล้วไม่ต้องทาตัวอื่นทับเลยเพราะเด๋วจะไปตีกัน เช้ามาค่อยล้างออกค่ะ

ที่ชอบตัวนี้เพราะรู้สึกได้ว่ามันปรับผิวหน้าให้เรียบเนียนขึ้นจริง เวลาจับหน้าไปหน้าจะดูเรียบเนียนแล้วผิวมันจะดูใสๆสว่างๆขึ้น เรียบเนียนไปทั้งหน้าค่ะ คือเออรู้สึกว่าเรียกได้นะว่าเป็นทรีทเมนต์ทำให้หน้าขาวใสได้จริง มันปรับให้หน้าดูเรียบเนียน สีๆเท่ากันได้ค่ะ หน้าจะดูเด้งๆ โกลวๆ ดีค่ะ รอยแดงรอยดำก็ดูดีขึ้นด้วยนะเทอ

หมดไปแบ้วกับพวก Direct Acids มาดูพวกจิปาถะกันดีกว่าค่า

Niacinamide 10% + Zinc 1%

ยืนหนึ่ง ขายดีตลอดการกับเจ้าตัวนี้ค่ะ เป็นของสามัญประจำบ้างอีกอย่างที่มีติดไว้ตลอด อนนี้มีไซด์ใหญ่ให้ซื้อแล้วด้วย คุ้มไปอีก Niacinnamide วิตามินB3 สารพัดประโยชน์ที่นางช่วยผิวเยอะเหลือเกินทั้งเรื่องเป็น Whitening ได้ ช่วยเรื่องสิวได้ด้วย ก็คลอบจักรวาลแบบVit Cค่ะ แต่อย่าไปใช้ด้วยกันนะคะ นางไม่ถูกกันค่ะ นางมี Zinc มาให้ช่วยควบคุมความมันลดการเกิดสิวด้วยอีกอย่างค่ะ

ตัวนีก็ถือว่าเป็นลูกรักของเราค่ะ เป็น Serum ที่เอาไว้ “ทาๆไปเหอะ” ในตอนเช้าค่ะ เนื่องจากคิดว่านางคงช่วย Overall ผิวแหละ ซึ่งมันก็ดีค่ะ พวกรอยแดงๆตามหน้านี้นางก็ช่วยนะคะ ผิวดูดีขึ้น ติดตรงที่ว่าสูตรเนื้อนางมันแห้งมาก คือทาไปแล้วแห้งติดกับใบหน้าเลย ทำให้ลงอย่างอื่นต่อแล้วมันแปลกๆ คือจะต้องทานางเป็นตัวสุดท้าย ก่อนลงกันแดดค่ะ ไม่งั้นมันจะแห้งเป็นขุยๆ ชอบตัวนี้เพราะใข้แล้วผิวไม่ค่อยจะมีปัญหาค่ะ คือสิวก็ไม่ค่อยมา หน้าก็ไม่แห้งไม่มันดูมีน้ำนวลดี เรืองหน้าขาวไม่เห็นผลค่ะ สรุปคือนางทำให้ผิวดีแบบใช้ไปเรื่อยจ้า

Pycnogenol 5%

เป็น Line Anti 0xidanat ที่ราคาก็ถือว่าแพงอยู่ถ้าเทียบกับปริมาณและราคาตัวอื่นๆค่ะ เป็น Pcynogenol 5% ช่วยปกป้องผิว ฟื้นฟูเซลล์ผิวให้มีสุขภาพดี ช่วยเรื่องความกระจ่างใส จุดด่างดำ ริ้วรอยได้ด้วย ตัวนี้เราเอาไว้เสริมกับเวลาใช้ Vitamin Cค่ะ รู้สึกว่ามันช่วยไปเสริมฤทธิ์กันให้ได้ผลไวขึ้น ตัวนี้จะเป็นน้ำเหลวๆสีส้มๆ ทาไปก็จะร้อนๆผ่าวเหมือนเวลาทาVit Cเลยค่ะ รู้สึกหน้ามันจะเด้งๆใสๆ ดูดีกว่าปกตินิดนึง เอาไว้ผสมกับขั้นตอนปกติก็ได้ค่ะ ใช้ 2-3 ครั้งพอต่อสับดาห์มันแพง ผิวจะดูสดใสและดูมีสุขภาพดีขึ้นค่ะ

Caffeine Solution 5% + EGCG

ทาตาตัวเดียวที่ทำออกมาของแบรนด์นี้ค่ะ ใช้นิดเดียวเกลี่ยได่ทั่วจริงๆ คุ้มมากใช้ได้ชาติเศษ เอามาทาปากได้ด้วย เป็นคาเฟอีนและสารสกัดจากชาเขียว สามารถช่วยลดอาการบวมและความหมองคล้ำในบริเวณรอบดวงตาได้ดีมาก

ตัวนี้ทารอบดวงตาได้นะคะ แต่อย่าทาเยอะไม่งั้นนางไหลเข้าตาแล้ว แสบมากๆค่ะ ตอนทานี้ต้องกะปริมาณดีๆเพราะเนื้อนางเข้มข้นมากๆ สำหรับเราถือว่าดีมากใช้ช่วยเรื่องการลดบวมและกระชับผิวค่ะ ส่วนเรื่องแพนด้านั้นก็ไมได่ทำให้โทรมไปกว่าเดิมค่ะ รอบดวงตาก็ดูสดใสไปตามสภาพ ไม่ดูเหมือนรุมโทรมมาก็โอเคค่ะ คือมันสามารถงัดตาที่โทรมให้ดีขึ้นได้อยู่น้า

Multi-Peptide Serum for Hair Density

ดีใจมากๆตอนที่เห็นว่านางมีProducts สำหรับผม รีบสอยมาทันทีได้ไม่คิดอะไร ตัวนี้นางยัดส่วนผสมมาเยอะมากทั้ง Peptides ,คาเฟอีน แล้วก็ประโคมสารแปลกๆจากพีชมาอีกมากมาย โดยจะช่วยฟื้นผมให้ดูมีความหนาแน่นและมีสุขภาพดีขึ้นค่ะ  หยดๆไปตามแนวหนังศรีษะแล้วก็นวดๆๆให้มันซึมๆ

ตัวนี้ใช้มาเรื่อยๆหลายขวดแล้วค่ะ เนื่องจากเราเป็นคนผมบางและเส้นเล็กมากๆ พวกHair Serum ที่ขายมันมีเคลมๆกันอะ ตัวนี้มันดูมีอะไรชัดเจนดี เลยใช้แต่ตัวนี้มาตลอดค่ะ ส่วนตัวผมร่วงน้อยลง เวลาสางๆนางก็ไม่ค่อยหลุดติดมือ ผมมันจะดูฟูแบบแน่นๆ ไม่ลู้ปลิวอ่อนแอไปตามลมค่ะ หนังศรีษะไม่แห้งไม่มันกลับมาสมดุลปกติดี ระหว่างวันก็ไม่รู้สึกว่าคันอะไร ผมที่ขึ้นมาใหม่ไม่ได้หนาหรือเส้นใหญ่กว่าเดิมแต่รู้สึกว่าผมยาวเร็วแล้วก็แข็งแรงไม่ค่อยเปลาะร่วง ลูกผมไรผมดูหนาเข้มขึ้นดูไม่เหว้าแหว่งดีค่ะ

คิดว่าจะใช้ตัวนี้ไปตลอดค่ะ เพราะมันรู้สึกได้ผลที่สุดตั้งแต่ใช้Hair Serum มาแล้ว แนะนำที่ใครใช้มาหลายๆยี้ห้อแล้วไม่ค่อยพอใจแนะนำให้ลองตัวนี้ค่ะ ดีจริงๆนะ

Coverage Foundation

ปิดท้ายด้วยLine Colour ของนางค่ะ รองพื้นของแบรนด์นี้จะมีสองรุ่น คือรุ่นปกปิดบางเบา กับปกปิดแบบจัดเต็ม เราเลือกแบบจัดเต็มมาค่ะ เม็ดสีรองพื้นนางเข้มข้นจริง แล้วก็มีสีให้เลือกเยอะมากกกกๆทั้งโทนเหลือโทนชมพู ขาวหรือเข้มนางมีหมด นี้จัดมาสีเดียวลองแล้วออกเหลืองดีซ่านไปนิด อยากจะไปซื้อสีอื่นมาผสมเหมือนกันค่ะ

รุ่นนี้ปกปิดได้ดี ใช้ลงย้ำๆตามจุดเป็นคอนซีลเลอร์ได้ด้วยนะคะ เนื้อเค้าบางเบาลงเยอะก็ไม่หนักหน้าค่ะ มีกันแดดมาให้ spf15 ด้วย เป็น Every Day Foundation ได้ อยู่ทนทั้งวันถ้าใช้กับPrimer เนื้อแบบเบาๆเหมือนกัน ก็จะยิ่งติดแน่นทนนานขึ้นค่ะ

………………………………………………………………………………………..

จบแล้วนะคะสำหรับ The Ordinary ถือว่าเป็นของบำรุงผิวที่หลากหลายสูตร ใช้ร่วมกันแล้วเห็นผลดี ราคาจับต้องได้ค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

[ไตรภาค แบรนด์จาก Deciem 2 ] : Hylamide สกินแคร์ชุ่มฉ่ำที่มีความเข้มข้นและสูตรหลากหลาย

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันกับ ภาคต่อของ Content Review แบรนด์จากร้าน Deciem กันนะคะ  Review นี้จะพูดถึงแบรด์ที่เป็นพี่คนกลาง Hylamide ค่ะ (พี่คนโต คือ NIOD ส่วนลูกคนเล็กคือ The Ordinary ค่ะ)

สำหรับ Hylamide นั้น จะเป็นแบรนด์ที่ขยับโตขึ้นมาหน่อยจาก The Ordinary ค่ะ โดยเค้าปรับสูตรให้มีหลากหลายส่วนผสม เข้มข้นมากขึ้น สำหรับที่เราเข้าใจคือเค้าจะเอาส่วนผสมที่เห็นผลไปในทางเดียวกันมาทำสูตรรวมกันค่ะ ไม่เหมือน The Ordinary ที่จะเป็นส่วนผสมเดียวหรือสองตัวโดดๆ ทำให้รู้สึกว่า Hylamide จะใช้ง่ายกว่าเล็กน้อย ไม่ต้องใช้หลายๆตัวแบบ The Ordinary  คอนเซปเค้าจะเป็น Multi Dept , Multi function ก็คือเข้มข้มและทำงานต่อผิวได้หลากหลายค่ะ

สำหรับแพคเกจของ Hylamide จะยังเรียบง่ายเหมือนเดิมแต่ดูใส่สีสันเข้ามาเพิ่มค่ะ เรทราคาจะอยู่ตั้งแต่  500 บาท ปลายจนถึง1000 นิดๆค่ะ ส่วนตัวว่าชื่อว่า Hylamide อาจจะเป็นเพราะในสูตรของหลายๆตัวจะมี Hyaluron หรือส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื่นมาก็ได้นะคะ เพราะทุกตัวนั้นให้ความชุ่มชื่นดีมากๆค่ะ

แบรนด์Hylamide ก็แบ่งเป็น 2 regimens เช่นเดิมค่ะ Core ที่ดูแลผิว Over all กับ Booster ที่ดูแลผิวตามปัญหาค่ะ

Hylamide Core Series Regimen : $72.21

อันนี้เป็นเซทพื้นฐาน 4 ชิ้นของแบรนด์นี้ค่ะ สามารถซื้อแยกแต่ละตัวได้ เป็น4 ขั้นตอนการบำรุงผิวที่ช่วยให้ผิวOver All ดูมีสุขภาพดีค่ะ แต่ละตัวแต่ละฟังค์ชั่นเป็นยังไงบ้าง มาดูกันค่ะ

Step 1 Hylamide : High-Efficiency Face Cleanser 120 ml $18

เริ่มกันที่สเตปแรก Cleanser กับตัวนี้จะเป็นคลีนซิ่งเนื้อน้ำ เค้าเคลมว่าสามารถล้างพวกเมคอัพได้ด้วยนะคะ บีบๆใส่มือ ทาๆวนๆทั่วหน้าแล้วพอแตะน้ำเนื้อ Cleanser จะกลายเป็นน้ำนมค่ะ

ตัวCleansing อย่างที่บอกว่าจะใช้แบบหน้าเปียกหรือใช้ลบเมคอัพก็ได้ กลิ่นจะแปลกๆหน่อยค่ะ ส่วนตัวแล้วมันถือว่าเมคอัพได้จริงๆด้วยค่ะ แบบใช้ตอนแต่งหน้าแบบ Full Make Up ก็ได้ แต่อาจจะต้องใช้หลายๆรอบ ถูๆวนๆไปนานหน่อยว่าจะออกหมดนะคะ ล้างเมคอัพที่ตาได้ สำหรับเรามันล้างพวก Eye Make up ออกด้วยค่ะ พวกอายไลเนอร์ มาสคาร่า ถูๆไป เอาออกได้ เข้าตานิดๆหน่อยแล้วไม่แสบอะไร เมื่อโดนน้ำเค้าจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำนมแทน ไม่มีฟอง ทำให้เวลาใช้ช่วงแรกๆจะรู้สึกไม่ค่อยชินว่าไม่สะอาด แต่ก็วนๆไปให้ชัวร์ว่าทั่วหน้า พอล้างออกก็รู้สึกได้ว่าสะอาดและอ่อนโยนดี หน้าจะชุ่มชื่นมากกว่าใช้โฟมทั่วไปๆล้างค่ะ

สูตรของเค้าจะเป็นระหว่างอิมัลชั่นน้ำนมกับ Remover Oil รวมกันได้อย่างน่าประหลาดนะคะ ถือว่าเป็นคลีนซิ่งที่อ่อนโยน ทำให้หน้าชุ่มชื่นมากๆไม่รู้สึกถึงหน้าเอีียดๆเลย แล้วก็ล้างได้สะอาดดีด้วยค่ะ ตัวนี้ไม่ช่วยรักษาสิวนะคะแต่ตอนเป็นสิวใช่ได้เพราะมันอ่อนโยนอยุ่เหมือนกันค่ะ

………………………………………………………………………………………….

Step 2 Hylamide: Sub Q Mist 120ml $15

มาขั้นตอน Prep ผิวหลังล้างหน้า ตัวนี้จะเรียกว่าเป็น Toner หรือ lotion น้ำตบอะไรก็ไม่แน่ใจ เค้าออกแบบมาเป็นMist พ่นๆเอาค่ะ กลิ่นก็ยังไม่ได้ดีเท่าไหร่แต่ก็ไม่ได้แย่มาก ออกแนวเคมีๆเหมือนกัน ตัวนี้หลักๆเลยก็คือให้ความชุ่มชื่นค่ะ ฉีดเป็น Moisturizer Mist ให้ผิว เป็นการเตรียมการก่อนลงSkin Care ขั้นถัดไป จะให้ความชุ่มชื่นแต่ไม่ทำให้ผิวมัน ช่วยลดการระคายเคืองได้ด้วย เวลาคัน ผิวระคายเคืองหรือเกาไรมาผิวแดงฉีดตัวนี้จะรู้สึกบรรเทาลงได้ค่ะ

Mist ตัวนี้สำหรับเราจริงๆมันก็ไม่ได้เห็นผลอะไรมากกว่าให้ความชุ่มชื่นแหละค่ะ แต่มันก็พิเศษตรงที่ว่าใช้แล้วมันรู้สึกดีกว่าน้ำตบหรือโทนเนอร์ทั่วไป ช่วงที่ใช้ฉีดๆ ตบๆ แล้วรู้สึกได้ว่าผิวมันฟูๆดี พวกอาการระคายเคืองอะไรก็เบาๆลงเยอะค่ะ ตัวนี้เราเอาไว้ฉีดพกเติมความชุ่มชื่นระหว่างวันด้วย สรุปตัวนี้ไม่ซื้อก็ได้ ไม่ได้เห็นผลเวอร์วังอะไรขนาดนั้นค่ะ

…………………………………………………………………………………………………….

Step 3 Hylamide SubQ Skin 30 ml $26

Serum ตัวนี้ถือว่าเป็น Highlgith และตัวขายดี คนพูดถึงกันเยอะของ Hylamide ค่ะ ใครอยากเริ่มลองแบรนด์นี้ ก็ลองซื้อตัวนี้ดูได้เลย Serum ตัวนี้เป็นสูตรที่มี hyaluronic complexes หลายโมเลกุล (นางว่าใส่มา 5 ตัว) รวมกับ พวกPeptide หลายๆตัวยัดเข้ามาอีก ก็คือนางช่วยทั้งเรื่องความชุ่มชื่น ผิวแน่นฟู แล้วก็ยังช่วยพวกเรื่องริ้วรอย (เคลมว่าช่วยพวกfineline ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า) ด้วยอีกค่ะ ถือว่าครบจบเลยในตัวเดียว ใครอยากหน้าใสก็หาพวกWhitening มาเพิ่มอีกStep นึงก็น่าจะเพียงพอค่ะ

ตอนแรกนึกว่าเนื้อมันคงข้นหนัก แต่ไม่เลยเนื้อเหลวบางเบามากๆ หยด 4-5 หยดก็ปาดได้ทั่วหน้าและลำคอค่ะ สำหรับเราตัวนี้รู้สึกได้ว่าเออหน้ามันแน่นและกระชับขึ้นจริงๆแหละค่ะ พวกริ้วรอยอาจจะยังไม่รู้สึกหายไป แต่ตรงร่องแก้มเวลานอนดึกหรือโดนแดดแล้วหน้าจะกร้านมากๆ พอมาใช้ตัวนี้ รู้สึกได้ว่าดีขึ้นนะคะ หน้ารู้สึกแน่นๆเด้งจริง ส่วนตัวเคยใช้ ตัว Buffet ของ The Oridinary ก็ว่าดีแล้ว พอมาเจอตัวนี้ ชอบมากกว่าค่ะ เพราะเห็นผลกว่าว่ามันหน้าดูเด้งมากๆ ระหว่างวันหน้าจะดูอิ่มไม่ขาดน้ำเลยค่ะ ตัวนี้อยากจะแนะนำสำหรับทุกคนจริงๆ สามารถใช้ได้ทั้งหน้าเลยค่ะ ตอนทานี้เราทาตั้งรอบดวงตา รอบริมฝีปากด้วย ให้ความแน่นฟูดีมากๆ

……………………………………………………………………………………………………….

Step 4 Hylamide : Sub Q Eyes 15 ml $19

ตัวสุดท้ายใน Core Series จะเป็นEye Serum ที่สุดจะเข้มข้น หยดนิดเดียวทาได้ทั่วตาแถมมาทาหน้าต่อได้อีกค่ะ จริงๆ Eye Products ของ Deciem ทุกแบรนด์นี้คือถ่าคุ้มนะคะ ซื้อครั้งเดียวใช้ได้ชาติเศษ เนื้อจะเข้มข้นมากๆค่ะ

Eye Serum ตัวนี้เค้าเคลมว่าช่วยเรื่อง Overall ของรอบดวงตาค่ะ  ลดรอยคล้ำและอาการบวมใต้ตา ช่วยให้ผิวรอบดวงตาดูกระชับขึ้น ช่วยลดริ้วรอยแบบตีนกาได้ด้วยนะคะถ้าใช้อย่างต่อเนื่อง

ส่วนตัวว่าตัวนี้ไม่ได้เห็นผลอะไรชัดเจนเท่าตัวขวดม่วงค่ะ รอบดวงตาไม่ได้แบบรอยคล้ำหาย หรือริ้วรอยหายไป แค่ดูไม่โทรมไม่แย่ลงค่ะ ก็ถือว่าใช้ได้ ใช้ไปเรื่อยๆสำหรับEye Serum ตัวนี้เพราะมันใช้ได้นานมากๆค่ะ ให้ความชุ่มชื่นได้ดี เวลาผิวรอบดวงตาแห้งๆกรังมากๆ ตัวนี้พอเอาอยู่ค่ะ ผิวรอบดวงตาจะฟูขึ้นมานิดหน่อย

…………………………………………………………………………………….

หมดไปกับ Core Seires มาถึงในโซน Boosterค่ะ เราสอยมาตัวเดียวเพราะคอนเซปมันน่าสนใจดี

Hylamide : Glow 30 ml $19

ปกติทั่วไปเค้าจะมีแต่ Serum ที่เป็นแบบ Whitening หรือพวก Vit C ให้ผิวไบรท์ใช่มั้ยค่ะ ตัวนี้มากลับกันค่ะ มันเป็นSerum Booster ที่ทำให้ผิวดูโกลว ดูเนียน ดูเป็นสีแทนมากขึ้นค่ะ เค้าจะมีเหมือนเป็นประกายสีทองเม็ดสีเล็กๆอยู่ในเนื้อSerum โดยเค้าจะเข้าไปปรับผิวให้ดูสีผิวเรียบเนียนเสมอกันและมีความโกลวออกมาที่สีผิวค่ะ ตอนอ่านคอนเซปตัวนี้ก็น่าสนใจมากเลยหยิบเพราะบางทีฟีลเบื่อๆWhitening อยากผิวโกลวแทนดูบ้างแบบเทรนด์ฝรั่ง อยากได้ลุคแบบบ่มแดดมา

ตัวSerum จะเป็นหยดๆ สีน้ำตาลค่ะ ทาลงไปบนผิวจะเห็นเป็นประกายสีส้มๆทองๆ ทาได้เช้าเย็นเหมือน Skincareปกติเลยค่ะ มันจะช่วยทั้งเรื่องความชุ่มชื่นเป็น Moisturiser ที่ดีอยู่ สำหรับเราที่มีผิวสองสีอยู่แล้วไม่ค่อยเห็นผลว่าโกลวแทนขึ้นซักเท่าไหร่ค่ะ แต่ที่รู้สึกได้คือสีผิวทั่วใบหน้ามันเนียนเสมอทั่วกัน คือปกติมันมีบางส่วนของหน้าที่สีไม่เท่ากันถูกมั้ยค่ะ แต่ตัวนี้มันทำให้หน้าดูเนียนเรียบไปเสมอกันดีค่ะ   สำหรับเพื่อนที่ผิวขาวมากๆลองใช้ไปซักวีคก็พบว่าเออมันปรับผิวให้ดูแทนๆขึ้นได้จริงเป็น Self-Tanner Serum ได้ แต่ฟีลตัวนีมันกำกึ่งระหว่าง Skincare กับ Make Upเหมือนกันเพราะว่าพอล้างหน้าแล้วมันก็ไม่เป็นติดความแทนอยู่ที่หน้าหรืออะไร คือมันใช้เป็นBase Make Up ผสมหรือลงก่อนเมคอัพเพื่อปรับผิวให้ดูโกลวหรือแทนขึ้นก็ได้ค่ะ หรือหยดผสมบอดี้โลชั่นทาผิวให้เสมอกันกับใบหน้าก็เก๋ไปอีก

ถือว่าเป็นอีกSerum ที่น่าสนใจเพราะเราว่ามันดูใช้งานได้หลากหลายดี แต่ให้ระวังล้างมือให้ดีๆหลังทาตัวนี้นะคะ ไม่งั้นนิ้วจะติดสีส้มน้ำตาลค่ะ

…………………………………………………………………………………………….

สำหรับแบรนด์ Hylamide ก็ถือว่าเป็นอีกแบรนด์ที่น่าสนใจและมี Producst หลากหลายตอบความต้องการของผิวและใช้ง่าย คอนเซปไม่ยุ่งยากนะคะ สำหรับเราถือว่าไม่ค่อยเห็นผลชัดเจนเท่าไหร่ แต่อยากเชียร์ SubQ Serum ขวดสีม่วงเพราะมันดีจริงๆค่ะ

 

 

 

[ไตรภาค แบรนด์จาก Deciem ] : NIOD นวัตกรรมใหม่ของสกินแคร์ดูแลผิว

สวัสดีค่าทุกๆคน สำหรับ Content Review อันนี้จะทำแบบ ไตรภาค Sequel กันนะคะ จะมาพูดถึงSkincare แบรนด์ย่อยต่างๆ ของร้าน Deciem กันค่ะ

ขอเกริ่นก่อนละกันนะคะ สำหรับร้าน Deciem จะเป็นร้านหรือแบรนด์สกินแคร์จากแคนนาคา โดยเค้าจะมีShop เปิดอยู่ทั่วยุโรป ,UK ,US ส่วนในเอเชียตอนนี้ที่เชคล่าสุดจะมีแค่ที่เกาหลีใต้ค่ะ Deceim เนี่ยเค้าจะเน้นทำสินค้าแนวสกินแคร์ที่มีส่วนผสมเข้มข้น (Maximum Dose) หรือส่วนผสมที่เป็นสูตรที่เห็นผลได้จริงไม่เน้นความหรูหรา หรือสัมผัส หรือกลิ่นที่ฟุ่มเฟือยค่ะ รวมถึงเค้ายังชอบให้พวกนวัตกรรมใหม่มาใช้กับสกินแคร์แบรนด์ของเค้าอยู่ตลอดค่ะ โดยร้าน Deciem เองก็จะมีสินค้าหลายแบรนด์ย่อยรวมกันไปอีกนะคะ เช่น NIOD , HYLAMIDE,The Chemistry Brand  หรือว่าจะเห็นแบรนด์ที่ฮิตกันอย่างถล่มทลายในประเทศไทยเราก็คือ The Ordinary นั้นเองค่ะ

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าสำหรับแบรนด์ NIOD นั้นเท่าที่ดูเหมือนจะเป็นแบรนด์ท็อปไลน์สุดของ Deciem นะคะ (เราวัดจากจากราคาค่ะ 555 ) จริงๆแล้วก็ชอบConcept ของแบรนด์เค้าด้วยแหละค่ะ เค้าเคลมว่าใช้ส่วนผสมที่ทันสมัยแล้วใช้เทคโนโลยีวิทยาศาตร์ผิวหนังมาประยุกต์กับSkincare ทำให้ใช่ง่ายไม่ซับซ้อนแล้วก็เห็นผลไวและแก้ปัญหาผิวได้ตรงจุดค่ะ  แพคเกจก็จะเป็นเรียบขาวดำ ไม่หวือหวาดี ดูเรียบๆแต่ก็น่าใช้ค่ะ

สำหรับการใช้Skincare ของแบรนด์นี้เค้าจะแบ่ง 2 part นะคะ โดยจะมี Core Regimen ที่เป็นตัวบำรุงผิวหลักแบบองค์รวมให้ผิวมีสุขภาพดีกับ Support Regimen ที่เป็นตัวช่วยตามปัญหาต่างๆของผิวแยกกันไปค่ะ

………………………………………………………………….

NIOD : SUPEROXIDE DISMUTASE SACCHARIDE MIST 240 ml $58

เหมาะสำหรับสายป้องกัน สายอุ้ยชั้นกลัวมลภาวะ สายตื่นตระหนก

จริงๆแล้วตัวนี้ถือว่าเป็น Support Regimen ค่ะ ตอนแรกเราตั้งใจซื้อตัวไฮไลท์ของแบรนด์นี้เค้าที่เป็น Copper Amino Isolate Serum 2:1 ที่เป็น Copper Peptide Serum ช่วยเรื่องลดริ้วอย แต่มันต้องผสมให้วุ่นวาย คนขายเค้าเลยแนะนำตัวนี้มาค่ะ นางบอกว่าตัวนี้ก็ดี เนื้อมันเบากว่า มีCopper Peptide มาด้วยถึงไม่เข้มข้นเท่า สามารถเพิ่มไปในขั้นตอนการบำรุงผิวได้ไม่ยุ่งยากหรือกลัวว่าจะทาทับครีมก่อนหน้า เชื่อนางเลยจัดมาค่ะ

ตัวนี้เป็นสเปร์ยเซรั่มน้ำสีฟ้าๆ หลักๆคือช่วยลดการสูญเสียความชุ่มชื่นของผิวหนังค่ะ มีส่วนผสมหลักของ Yeast-Derived Superoxide Dismutase (SOD) ช่วยเรื่องปกป้องผิวจากรังสี uv ค่ะก็คือเค้าช่วยป้องกันพวกผลเสียจากแสงแดดต่อผิวเรา (แก่ เหี่ยว ดำคล้ำ) ลดการอับเสบของผิวแล้วก็ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว แล้วก็พวกสุขภาพผิวโดยรวมจะฟื้นฟูเร็วขึ้นและดีขึ้นค่ะ

เราใช้เป็นตัวแรกเช้าเย็นก่อนหลังล้างหน้าก่อนลง Lotion หรือ Toner ค่ะ อย่างที่บอกเป็น Mist ที่เนื้อเบามากๆ ฉีดให้ทั่วหน้า ถ้าไม่กลัวเปลืองก็ฉีดแขนฉีดตัวไปด้วยเพราะระหว่างก็โดนแดด เสร็จก็ตบๆๆ ให้มันซึมเข้าผิวแล้วบำรุงต่อค่ะ

สำหรับเราตัวนี้เป็นตัวที่ชอบมากๆเลย เหมามาสองสามขวดเพราะอย่างที่บอกว่าเนื้อมันเบามากๆ กลิ่นไม่ค่อยเหม็นเท่าไหร่ ฉีดๆแล้วก็ตบให้ทั่ว รู้สึกได้ว่าพอลงProducts อื่นแล้วมันทำงานได้ดีและรู้สึกซึมเข้าหนังหน้าได้ดีขึ้นค่ะ ใช้ช่วงกลางวันแล้วรู้สึกว่าเวลาโดนแดดหรือโดนฝุ่นแล้วผิวหน้าเราจะไม่ค่อยรู้สึกอะไร คือรู้สึกว่าหนังหน้าฉันสู้แดดสู้ฝนได้ไม่เป็นไร ฉันไม่โทรมลงประมาณนี้ค่ะ ฉีดระหว่างวันก็ทำหน้าตื่นๆไม่ง่วงไม่หงอยดีค่ะ ไม่ทำหน้ามันขึ้นนะคะ สำหรับใครผิวแห้งก็คิดว่าหน้าก็ชุ่มชื่นเพิ่มขึ้นเหมือนกัน สำหรับเรื่องช่วยริ้วรอยมัั้ยสำหรับเราไม่เห็นผลขนาดนั้นค่ะ แต่จาการที่ใช้มันมาตลอดสองขวด อย่างนึงที่คอนเฟิร์มได้เลยคือหน้าไม่โทรม ไม่รู้สึกกร้านแดดกร้านลมเลยค่ะ เหมาะไว้ใช้ยาวๆให้ผิวไม่โทรมลงและทำให้สุขภาพผิวดีนะคะตัวนี้

………………………………………………………………….

NIOD : MODOLATING GLUCOSIDES 30 ml $33 

เหมาะสำหรับสายหน้าแดงเหมือนเมาเหล้า สายหน้าชั้นแหกรึยังแก สายลดความอักเสบ

อีกตัวใน Core Regimen นะคะ ถ้าตัว SOD Mist เคลมว่าช่วยปกป้องผิว ตัว Moduling Glucosides นี้เราว่ามันช่วยบรรทาอาการหรือรักษาพวกแนวๆผิวอักเสบหรือพวกรอยแดง รอยเบิร์ยได้ดีมากๆค่ะ สำหรับเราเราชอบตัวนี้มากๆค่ะ

เป็นอิมัลชั่นเนื้อสีเหลืองเข้มข้น กลิ่นนี้ไม่หอมเท่าไหร่ จริงๆผลิตภัณฑ์หลายๆตัวของ NIOD กลิ่นไม่ค่อยดีค่ะเนื่องจากเค้าไม่ใส่น้ำหอมมา เนื้อตัวนี้จะเหลืองๆข้นมากๆ ทา เช้าเย็นได้

ตัวนี้จะหลักๆเลยจะช่วยซ่อมแซมผิวค่ะ ช่วยผิวจากพวกลดอาการอักเสบ อาการคัน ลดรอยแดง ผิวไหม้ได้ด้วยค่ะ แล้วก็ให้ความชุ่มชื่นได้เป็นอย่างดีได้อีกด้วยเช่นกัน มีส่วนผสมของ Glucosides ที่เค้าเคลมว่ามันจะไปช่วยคุยกับผิวเราให้ทำงานให้ผิวสมดุลขึ้นค่ะ (เวอร์มาก555)

สำหรับเราตัวนี้ชอบมากๆๆๆ เพราะมันเห็นผลได้จริง คือปกติหน้าเราจะคล้ายๆเป็นอาการแบบเซบเดิร์มค่ะ คือเวลาโดนแดดโดนลมโดนฝนแล้วมันจะแดงง่ายมากๆบางก็อาจจะกำเริบไปคันแบบเซ็บเดิร์มเลยก็มี หรือบางมีลองProducts ใหม่ๆหรือล้างเมคอัพไม่ะสะอาดแล้วสิวก็จะมาง่าย แต่พอมาได้ใช้ตัวนี้ประมาณอาทิตย์นึง พวกรอยแดงจ้ำๆตามผิวนี้ลดลงไปเยอะมากๆหน้าดูไม่ค่อยแดง อาจจะเพราะส่วนผสมด้วยหรือเค้าอาจะใช้เทคนิค Color Correting มาด้วย เพราะเนื่อมันเป็นสีเหลืองข้นเอาไปกลบสีแดง 555 หน้าจะดูเกลี้ยงๆเนียนๆขึ้นด้วยค่ะ ผิวหน้าดูไม่มีรอยจ้ำแดงๆหรืออาการอักเสบจริงๆค่ะ นี้คือคอนเฟิร์มว่า2-3 วันก็รู้สึกได้แล้ว อาการคันคะยิบๆเวลาเจอฝุ่นก็ไม่มีเวลาใช้ตัวนี้ค่ะ สำหรับสิวอักเสบมันก็ช่วยลดการอักเสบได้ แต่ไม่ถึงขนาดสิวหายสิวยุบนะคะ ก็ต้องรักษสิวไปตามอาการอยู่ดีเพียงแต่ไม่อักเสบไปมากกกว่าเดิมค่ะ โดยรวมแล้วตัวนี้ช่วยได้เรื่องการอักเสบ คันๆ ผิวมีรอยแดง มันเริ่ด! มันช่วยได้! ถ้ามันซื้อกันง่ายๆก็นะคะ ตามเวปหรือร้านหิ้วไม่ค่อยเอาตัวนี้มาขายกัน เราว่ามันดีมาก

………………………………………………………………………..

NIOD : HYDRATION VACCINE 100 ml $98

เหมาะสำหรับสายหน้าแห้งกรัง สายวิตกกังวลว่าหน้าไม่มีความชุ่มชื่น สายอยากหน้าฉ่ำ

Support Regimen ที่มีคุณสมบัติตามชื่อค่ะ คือให้ความชุ่มชื่นแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย จะหน้าแห้งขาดน้ำ ผิวไม่สมดุล ผิวไม่บาลานซ์จะอะไรก็แล้วแต่ ขอให้มาลองตัวนี้ นางเคลมว่าช่วยให้ผิวหนังให้ “หายใจ” มากขึ้น ตัวนี้จะช่วยทั้งป้องกันการระเหยน้ำของผิวแล้วก็ให้ความชุ่มชื่นกับผิวด้วย 2 เวย์เลยค่ะ ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในผิวแล้วผิวก็จะดูอิ่มฟูอ่อนเยาว์ขึ้นค่ะ

เนื้อHydration Vaccine นี้เข้มข้นมากๆๆ สำหรับเรามันเรียกได้ว่าเป็นเนื้อบาล์มเลยค่ะ อันนี้ใช้เกือบหมดหลอดแล้ว เพราะมันดีค่ะ

ด้วยความที่เนื้อมันเข้มข้นมากๆ บีบนิดเดียวก็เกลี่ยๆได้ทั่วหน้าแล้วค่ะ สำหรับเราใช้ทุกครั้ง ยังไงก็รู้สึกเหนอะค่ะ ตัวนี้เราว่ามันเหมาะกับใช้กับProducts ตัวมันเองเดี่ยวหรือลงProducts ที่เนื้อเบามากๆก่อน ถึงจะลงตัวนี้ค่ะ ตัวนี้ถ้าลง Skincare หลายๆLayer มาก่อน บอกเลยว่าไม่รอดค่ะ นางBall up เป็นขุยๆ ไม่ซึมหนังหน้าเลยค่ะ เหมาะกับใช้กลางคืนนะคะ เพราะต่อให้หน้าแห้งใช้กลางวันก็ยังถือว่ามันเข้มไปค่ะ จะแอบบ่นว่าแกก็ใช้ยากเหมือนกันนะคะ เจ้าตัวนี้ สำหรับผิวแห้งตัวนี้ช่วยได้จริงๆใครที่เบื่อๆ Products เติมความชุ่มชื่นให้มาลองตัวนี้ได้ค่ะ สำหรับผิวมันอันนี้ไม่แน่ใจเลยค่ะ อาจจะต้องลดปริมาณลง และสำหรับเมืองไทยก็อาจจะข้นไป ให้ปรับการใช้เอาค่ะ

สำหรับตัวนี้เราก็คิดว่ามันเป็น Hydration Vaccine จริงๆตามชื่อมันนะคะ คือให้ความชุ่มชื่น ผิวนุ่มเนียนและลดริ้วรอยจากความแห้งกร้านได้ดีจริงๆค่ะ ไม่พูดถึงเรื่องผิวมันผิวผิวแห้งนะเพราะก็ปรับกันไปตามสภาพ แต่ในเรื่องความชุ่มชื่นแล้วมันดีจริงๆค่ะ ทาแล้วจะอิ่มตึงจริงๆตื่นเช้ามา พวกตรงไหนที่ลอกๆนางก็ช่วยได้เป็นอย่างดี เราเอามาทาปากเป็นลิบบาล์มก็ดีเหมือนกันค่ะ ที่เราชอบมากอีกอย่างคือนางช่วยให้สันจมูกซิลิโคนที่ลอกๆหรือแห้งเพราะตึงซิลิโคนกลับมาเป็นปกติผิวได้เหมือนส่วนอื่นด้วยค่ะ ชอบมากๆ พูดง่ายๆคือนางเป็นบาล์มสารพัดประโยช์นเลยละกันที่ทาไปตรงไหนก็ช่วยเรื่องความชุ่มชื่นได้เป็นอย่างดี  สำหรับเราทาโบกแล้วสิวไม่ขึ้นนะคะ แต่อาจะให้ระวังขุย หน้าจะดูนุ่มดูอิ่มฟูเด้งๆดึ๋งๆมากๆ พวก Fine line เส้นบางๆริ้วรอยที่เกิดจากความขาดความชุ่มชื่น ตัวนี้ช่วยเข้าไปเติมเต็มได้ค่ะ หน้าจะเรียบเนียนขึ้น แต้มน้อยๆเอามาทำเป็นไพรเมอร์ก่อนแต่งหน้าตอนเช้าด้วยก็ดีค่ะ

…………………………………………………………………………………………………..

NIOD : RE:PIGMENT 30 ml $81

เหมาะสำหรับสายจุดด่างรอยดำเยอะ สายอยากหน้าเกลี้ยงเป็นไข่ปอก

มาค่ะ สำหรับตัว Whitening ตัวแบรนด์นี้มันจะเริ่ดแค่ไหน ขอลองใช้หน่อยสิ ตัวนี้เคลมว่าช่วยลดเลือนจุดด่างดำ ฝ้ากระ รวมถึงรอยดำคล้ำบนใบหน้าซึ่งเรามีเยอะมากๆพวกรอยสิวค่ะ ตอนจะหยิบแล้วอ่านส่วนผสมคือนางใส่อะไรมาที่ไม่คุ้นในพวกWhitening ที่เคยลองใช้เลยค่ะ คือไม่คุ้นเลย นางว่าพวกเห็ด Shitake หมัก ,diglucosyl gallic ที่นางว่าขาวไวกว่าโคจิก และอะไรอีกงงๆเลยคิดว่าเออเอาวะ ลองกันดูซักตั้งว่าเริ่ดแค่ไหน อ่านตัวคอนเซปตัวนี้แล้ว เค้าเน้นว่าช่วย  Pigment Irregarities หรือพวกจุดด่างดำใต้ผิวหนังนะคะ ไม่ได้บอกว่าช่วยเรื่อง Tone สีผิว เพราฉะนั้นก็คิดว่ามันคงช่วยลดรอยแต่ไม่ทำให้ผิวกระจ่างใสแบบเปลี่ยนเบอร์แป้งอะไรพวกนั้นค่ะ

ตัวเซรั่มเป็นเนื้อน้ำเหลวๆเบามากๆ แล้วก็มีกลิ่นหอมแบบของหมักๆค่ะ ซึ่งเราว่ากลิ่นเจ้าตัวนี้โอเคน่าใช้สุดใน NIOD Products ที่ใช้มาแล้วค่ะ จะมีสีออกน้ำตาลหน่อย กลิ่นออกหวานๆดี ทาแล้วก็ซึมไปกับใบหน้าได้ดี รอแปปๆแล้วค่อยลงตัวอื่นต่อ ตัวความที่มันบอกว่าช่วยเรื่องรอยดำ เราก็จะทาวนๆไปตรงรอยดำ (ซึ้งก็ทั่วใบหน้าแหละค่ะเพราะมีรอยดำเต็มไปหมด)

สำหรับตัวนี้เราทาทุกวันไปซักสองอาทิตย์ ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกว่ารอยดำ รอยสิวมันหายไปเลย ด้วยความที่เรามีรอยดำจากสิวเยอะมากๆค่ะ แต่รู้สึกว่าตรงแก้มที่มีรอยดำเยอะๆมันดูกระจ่างใสขึ้นค่ะ บวกกับเจอคนอื่นแล้วคนอื่นทักว่าหน้าใสขึ้นไม่ค่อยเห็นรอยสิวเยอะเหมือนแต่ก่อน ก็เลยรู้สึกว่าเออมันอาจะเห็นผลก็ได้นะคะ ก็ใช้มาต่อเรื่อยๆค่ะ มารู้สึกว่ามันดีตรงที่เออ รอยสิวใหม่ๆมันไม่ค่อยดำแล้วก็จางดีค่ะ ยิ่งเวลาแต่งหน้าแล้วต้องลงรองพื้นหรือคอนซีลเลอร์ตามรอยดำๆ ก็ไม่ต้องลงเยอะแล้วหรือไม่ต้องลงเลย ลงแต่แป้งปรับโทน หน้าดูเนียนๆดีค่ะ รอยดำไม่โดดเด่นมาก เราว่ามันน่าจะได้ผลกับคนที่มีฝ้าด้วยก็ได้นะคะ ด้วยความที่เราไม่มีอาจจะไม่รู้สึก แต่โอเคคอนเฟิร์มว่ามันช่วยเรื่องรอยดำให้จางลงได้จริงๆ เบาๆ หน้าจะกระจ่างใสขึ้นมา ถึงเราจะบอกว่ามันช่วยเบาๆ แต่รู้สึกว่าเห็นผลไวกว่าตัวลดจุดด่างดำอื่นๆที่เคยลองมาค่ะ คือตัวนี้สองอาทิตย์รู้สึกได้เลย ในขณะที่ตัวอื่น จะหมดขวดแล้วถึงจะมารู้สึก ค่ะ ขาดว่าต้องใช้ไปเรื่อยๆ ซักสามสี่เดือนถึงจะเห็นผลว่าจุดด่างดำลดลงไปเกือบหายนะคะ ถือว่าเป็นอีกตัวเลือกให้สำหรับคนใช้มองหา Whitening ที่ลดเลือนจุดด่างดำนะคะ

………………………………………………………………………………………………………….

NIOD: FRACTIONATED EYE CONTOUR CONCENTRATE 15 ml $79

เหมาะสำหรับ ดวงตาคู่สวยของทุกๆคน

ตัวนี้เป็นEye Serum แบบเข้มข้นอีกตัวที่เคลมว่านางช่วยครบหมดของทุกสภาพปัญหารอบดวงตา ทั้งความคล้ำ ความเหนื่อยล้า ลดบวมแถมช่วยรดริ้วรอยอีก ส่วนตัวตอนหยิบก็ว่าเวอร์เพราะเชื่อว่าร้อยทั้งร้อย ทุกคนยังไม่เจอEye Serum ที่ตามหาหรอก ยังไงฉันก็ต้องโบกคอนซีลเลอร์ทับอยู่ดีย่ะ ตัวSerum ว่ายัดมาทั้งPeptide,Collagen และ Hyaluronic มาให้หมดค่ะ ถามว่าสุดท้ายหยิบมามั้ย? จะเหลือเหรอคะ

ตัวเซรั่มเป็นน้ำใสๆออกอมเหลืองนิดๆ ไม่มีกลิ่นเลย ด้วยความที่มันแพงมาก 15 ml เกือบสองพันห้า เลยใช้กระจิดเดียว แต่นิดเดียวก็ได้ทาได้รอบดวงตาแล้วค่ะคงใช้ได้นานๆไปเลย ทาแล้วจะชุ่มๆหน่อยให้Tap ให้ Serum มันซึมเข้าตาซักพักค่ะ

สำหรับเรา Eye Serum ตัวนี้ทาไปอาทิตย์นึง รู้สึกได้ว่าแพนด้าความดำคล้ำไม่เพิ่มขึ้นขึ้น ออกจะทำให้รอบดวงตาดูสดใสขึ้นด้วยซ้ำ ความช้ำ ความเหนื่อยมันช่วยได้ดีค่ะ โทนสีผิวรอบดวงตาดูสว่างขึ้นนิดนึง เรื่องริ้วรอยยังไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ค่ะ เลยไปถามคุณแม่เพราะนางเป็นคนให้ซื้อให้นางแหละคะ เลยซื้อมาด้วยกัน นางบอกว่าเออมันดีนะลูก รู้สึกว่ามันตึงๆกระชับขึ้น ริ้วเล็กๆก็ไม่มี แต่พวกริ้วแบบตีนกาเลย ทำใจไว้แล้วคงไม่ช่วย แต่นางบอกเรื่องความดำคล้ำของนางก็ดีขึ้นเหมือนกันค่ะ นางบอกรอบๆตามันดูฟูๆขึ้น สดใสขึ้น นางให้ผ่านค่ะ คิดว่ามันช่วยรวมๆของดวงตาไม้ให้ดูโทรมไปกว่าเดิมได้จริงๆค่ะ แต่เรื่องฟื้นกลับมาให้สดใสกว่าเดิมก็ดูน่าจะเป็นไปได้ถ้าใช้ไปเรื่อยๆนะ วันไหนกินเหล้ากลางคืนมาหรือวันไหนนอนดึกๆเราก็จะโบกก่อนไปเยอะๆหน่อย มันก็ไม่ได้บวมหรือโทรมมากในตอนเช้าค่ะ ก็ถือว่าใช้ได้นานสำหรับตัวนี้คิดว่าจะไปใช้ไปเรื่อยๆ สำหรับเรื่องเมคอัพ เราลงคอนซีลเลอร์หลังจากตัวนี้ก็ไม่มีปัญหานะคะ ตัวความที่เนื้อมันเป็นน้ำเบาๆ ไม่มีปัญหาเป็นขุยหรือคอนซีลไม่ติดค่ะ

……………………………………………………………………….……

NIOD: VOICEMAIL MASQUE 50 ml $52

เหมาะสำหรับ ทุกๆคนที่อยากหน้าเด้งเร่งด่วน

ตัวเป็นตัวขายดีของแบรนด์ NIOD คนขายนางก็เชียร์ๆค่ะ ตัวนี้เป็นคล้ายเป็น Sleeping Mask เนื้อเข้มข้น เป็นอีกProducts ที่นางเคลมแรงว่าส่วนผสมจะเข้าไป พูดคุยสื่อสารกับเซลล์ผิวของเรา กระตุ้นการทำงานให้ตื่นตัวและฟื้นฟูผิวให้ดีขึ้นค่ะ โดยจะฟื้นฟูผิวทั้งในเรื่องของความหมองคล้ำและความอ่อนเยาว์ มีส่วนผสมของ polyphenols เข้มข้น กับพวกสารสกัดจากพืชดอกไม้ภูเขาสูงหายากแล้วก็ยังมี hyaluron เพิ่มความฉ่ำ ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวที่ดูมีสุขภาพดีได้รับการพักผ่อนที่ดี สดใสและสม่ำเสมอตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ 

เนื้อครีมจะเป็นครีมใสๆเข้มข้น มีความกลิ่นอมเปรี้ยวเล็กน้อย ซึ่งเราไม่ชอบเลยเวลาพอกมันค่ะ  เค้าให้ใช้ 2-3 ครั้งต่อ อาทิตย์โดยไม่แนะนำให้ใช้โปรดักซ์อะไรก่อนเลย คือกลางคืนอาจจะลงLotion น้ำตบก่อนเล็กน้อยแล้วโบกตัวนี้เข้าไปค่ะ หน้าจะเหลือเป็นดีซ่านไปทั้งคืน เช้ามาค่อยล้างออกค่ะ

สำหรับเรา ตัวนี้คือไอเท็ม หน้าเด้งเร่งด่วน จริงๆค่ะมันช่วยฟื้นฟูผิวจากความโทรม เครียดงานเครียดเรื่องผู้ชาย หรือเครียดจากการทำงาน กินเหล้า นอนดึก หน้าโทรม ตัวนี้เราว่ามันช่วยได้ พอกไว้เลยหนาๆ ก่อนนอน (แม้ว่าจะนอนกี่โมงตาม) ตื่นมาล้างออก จากหน้าที่แห้งโทรมกรังขาดน้้ำ หน้าจะดูสดใสเหมือนทำบุญมาครบเจ็ดวัด หรือนอนมาครบสิบสองชั่วโมงค่ะ ดูสดใสเด้งๆ หน้าฉ่ำๆหน่อยๆ ส่วนตัวว่าเออหน้ามันดูขาวขึ้นๆนิดๆค่ะ โดยรวมก็คือสดใสขึ้น ปลุกพลังออกมาจากตัวแหละค่ะ แล้วก็บำรุงตอนเช้าและแต่งหน้าตามปกติ หน้าก็จะดูไม่มีพิรุธว่า เอ๊ะ เธอไปทำอะไรมาเมื่อคืน ผิวนุ่มและสดใสขึ้นได้จริงเราคอนเฟิร์ม จริงๆแล้วถ้ามีเวลา Masque ตัวนี้ตอนทา สามารถทำการนวดๆๆ ไปด้วยก็ได้ค่ะ จนกว่ามันจะซึมหมดก็ทิ้งไว้ได้แล้วค่อยมาล้างออก ผิวหน้าก็จะฟินไปอีกขั้นนึง (ถ้ามีเวลานะ)ค่ะ

…………………………………………………………………………

สรุปแล้ว ถือว่าเป็นแบรด์ที่ทำ Skincare ออกมาได้ดีจริงและคาดหวังผลลัพธุ์ได้ค่ะ ส่วนตัวคิดว่ามันใช้ง่ายๆ ตามปัญหาของผิวด้วย ไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่งยากมากมายในการใช้ค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

e.l.f เมคอัพราคาประหยัดแต่คุณภาพคับแก้ว

สวัสดีค่ะ วันนี้Miss Slater จะมาเปิดกรุเมคอัพราคาเบาๆ แต่คุณภาพดีจาก USA นะคะ e.l.f (eyes lips face) cosmetics ค่ะ เป็นแบรนด์เมคอัพ (มีสกินแคร์ด้วยแล้วนะคะ) ราคาถูกจาก USA ค่ะ สินค้าชิ้นนึงจะมีราคาเริ่มตั้ง 1USD ไปถึงประมาณ 10 กว่าUSD ค่ะ ซึ่งแปลงค่าเงินแล้วถือว่าถูกมากๆเลย เคยมีตัวแทนนำเข้ามาขายที่บ้านเราประเทศไทยอยู่ซักพักนึงแต่ก็หายไปนะคะ อาจจะเพราะราคาที่นำเข้ามาบวกสูงเกินไปนิดหน่อยเลยคิดว่าทำให้ไม่ค่อยนิยมกัน ใครที่ไป USA หรือทางฝั่งยุโรปแล้วเจอหรือผ่านๆก็สอยมากันได้นะคะ ราคาที่นู้นไม่แพงเลย แล้วก็คุณภาพเค้าเราถือว่าดี ถ้าเทียบกับเครื่องสำอางราคาถูกของบ้างเรานะคะ

เราได้มีโอกาสได้ของจากแบรนด์นี้ชิ้นแรกเป็นพาเลทที่ได้เป็นของขวัญจากเพื่อนค่ะ พอได้ลองใช้แล้วรู้สึกว่ามันโอเคดี เลยลองซื้อๆเก็บมาๆ สะสมไว้ใช้แต่งหน้า เนื่องจากได้มีโอกาสได้ต่างประเทศบ่อยๆ เจอเชลต์ของ elf ก็สอยๆ เก็บๆมาค่ะ โดยเราได้ลองใช้ทั้งเมคอัพและสกินแคร์ของเค้าในบางตัวด้วยนะคะ เลยมาโชว์ให้เพื่อนๆดูว่าตัวที่เราลองใช้แล้วดีของเค้ามีอะไรบ้างค่ะ

เราเริ่มจากตามชื่อแบรนด์เค้าเลยนะคะ eyes lips แล้วไป face ค่ะ

เริ่มกันที่ตัวแรกที่ได้ใช้ของแบรนด์นี้เลยค่ะ  e.l.f Make up Clutch Palette 

เป็นพาแลทในรูปแบบclutch  สีดำเหมาะมือ เหมาะแก่การพกพานะคะ เพราะเค้าจะจัดเมคอัพมาให้ครบเลยค่ะ ทั้งอายชาโดว์ทาตา ทุกโทนนะคะ ตั้งแต่เบสิคนู้ดน้ำตาลดำจนไปถึงสีนกแก้วแบบสีฟ้าสีเขียว ไม่ได้เป็นเนื้อแมทนะคะ ทุกๆสีจะมีวิงค์ๆอยู่ในตัวทุกอันไมไ่ด้แมทอะไรมากมาย มีไฮไลท์แบบเนื้อครีมเอาไว้ปาดๆแล้วก็มีปัดแก้ม 2 สี บรอนเซอร์โทนน้ำตาลส้ม1สี ที่เขียนคิ้วแบบเจลกับแบบฝุ่น แล้วก็มีลิปกลอสมาให้อีก5สีค่ะ เอาไว้ใช้แต่งหน้าหลายๆแบบได้หรือเอาไว้พกพาเวลาเดินทางก็ได้อยู่ค่ะ ถ้าให้คอมเมนท์ในเรื่องของเม็ดสี ความติดทน เราก็ว่าก็สมราคาค่ะ ไม่ได้ชัดเจนสีแน่นอะไรขนาดนั้น ถ้าลงกันอายไพรเมอร์ก็สีขึ้นสวยอยู่ ตัวไฮไลท์แบบเนื้อครีมเนื้อจะเหนอะหนะไปนิดแล้วก็ไม่ค่อยวาวสะใจเราเท่าไหร่ ตัวปัดแก้ม สีชมพูปัดแล้ววออกแดงไปไม่เข้ากับสีผิวคนไทยไปนิดคะ แต่ตัวสีส้มปัดแล้วผิวสวยดี ตัวเจลเขียวคิ้วนี้ม้ามืด สีชัดเน้นเข้มสะใจมาก ถ้าเขียนด้วยเจลแล้วทบฝุ่นลงไปนี้คือคิ้วจะไม่เลือนทั้งวันเลยค่ะ ตัวกลอสทาปากเป็นอะไรที่เราไม่ค่อยชอบเพราะมันวาวไปหน่อยแล้วก็สีไม่ค่อยสดชัดค่ะ ถ้าแต่งหน้าแบบจริงจังอาจจะต้องลงลิปแยกต่างหากก่อนแล้วค่อยเอากลอสลงไปทับค่ะ โดยรวมแล้วถือว่าทำได้ดี เหมาะเอาไว้พกพากับแต่งหน้าฉามฉุกเฉินหรือลองเอาไว้ฝึกแต่งหน้าหลายๆแบบหลายๆลุคก็ดีค่ะ

e.l.f Mad for Matte eyeshadow palette -Nude Mood

ตัวนี้ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจสอย แต่ได้นางแถมฟรีกับตอนยอดซื้อออนไลน์ครบ 25 USD เป็นพาเลทอายชาโดว์เนื้อแมททั้งหมดนะคะ โดยโทนนี้จะเป็นโทนนู้ดน้ำตาลดำค่ะ แต่งได้ตั้งแต่แนวธรรมชาติจนไปถึงสโมคกี้อายค่ะ เนื้อดีเกลี่ยง่าย ดูแรกๆมันจะดูเป็นชอล์คๆฝุ่นๆหน่อยนะคะ ถ้าลงกับอายไพรเมอร์ของแบรนด์เดียวกันสีก็จะชัดและติดทนมากๆค่ะ แต่บางสีของโทนอ่อนนู้ดก็สีบางมากๆลงไปไม่ค่อยเห็นนะ เกลี่ยง่ายมาก ให้สีสวยดีค่ะ ส่วนตัวเอาไว้แต่งวันสบายๆหรือวันไหนอยากจัดเต็มก็แค่เอาโทนสีเข้มทำเป็นเส้นขอบตาให้ดูฟุ่งๆก็สวยดีค่ะ เรารู้สึกสีมันโทนอุ่นๆะธรรมชาติหรือ หรือจะเอาไว้ใช้แต่งหน้ากับกลิตเตอร์ก็ได้นะคะ เป็นสีพื้นเบสหรือสีทรานซิชั่นดีนะคะ ตอนแรกนึกว่าจะไม่เข้ากับเบ้าตาผิวสาวไทย ถือว่าเป็นพาเลทที่ดีสมราคาค่ะ

e.l.f Eyelid Primer

อายไพรเมอร์สำหรับลงเป็นเบสก่อนลงอายชาโดว์ค่ะ เค้ามี2รุ่นนะ เป็นรุ่นธรรมดาเนื้อสีครีมสว่างกับรุ่น Mineral สีนู้ดไปเลย จริงๆตัวนี้ถือว่าเป็นอายไพรเมอร์แรกๆที่ทำออกมาเลยนะคะ ด้วยความที่สีมันสว่างมากตอนทาเบ้าตาก็ให้ระวังๆนิดนึงนะคะ ค่อยแตะเบลนด์ๆรอซักพักแล้วลงสีอายชาโดว์ต่อ ก็จะได้ให้สีที่ชัดเจนตรงกับตลับ แล้วก็มีความสีติดกับเปลือกตาไม่ค่อยร่วงดีนะคะ แต่ๆๆๆๆ อย่างที่บอกไปว่ารุ่นธรรมดาสีมันขาวมากไป เลยอาจจะทำให้สีอายชาโดว์ที่ลงมันเพี้ยนไปหน่อยแต่ก็โอเค ถ้าจะลองเราแนะนำให้เลือกรุ่น Mineral ที่เป็นสีอ่อนกว่าจะดีกว่าค่ะ สำหรับเราเรื่องสีชัดอะไรนั้นเฉยๆ แต่เรื่องความติดทนเราก็กว่ามันดีกว่าไม่ทาอะไรเลยนะคะ อย่าลงเยอะเดี๋ยวมันจะเป็นรอบพับที่เปลือกตานะคะ

e.l.f expert liner ,e.l.f volume&define mascara 

อายไลเนอร์แบบจิ้มจุ่มหัวโบราณ ส่วนตัวว่าใช้งานยากเพราะแปรงหัวมันอ่อนเวอร์ ต้องใช้ทักษะสูงส่งในการกรีดค่ะ แต่ถ้ากรีดได้ก็จะได้เส้นเล็กขมสวยดีค่ะ แห้งช้าไปนิดแล้วก็ไม่ค่อยติดทนไปหน่อย ส่วนตัวแล้วใช้พวกแบบปากกาน่าจะเริ่ดกว่าค่ะ ส่วนมาสคาร่เราชอบค่ะ ด้วยความที่แท่งมันใหญ่ เหมาะเอาไว้ปัดทับกับขนตาปลอมได้ ช่วยได้ขนตาดูฟูหนาดีค่ะ ความยาวไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่

ในส่วนของ Lips นั้นเราไม่ได้ซื้อมาลองเล่นเท่าไหร่ เพราะด้วยความที่ไปเจอเฉดสีแล้วไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่เลยไม่ได้ซื้อมาค่ะ

เรามาต่อในส่วนของ Face หรือพวกเมคอัพสำหรับใบหน้ากันเลยดีกว่า

e.l.f Mineral Infused Face Primer

ไพรเมอร์ของ e.l.f นั้นมีมากมายหลายสูตรค่ะ ทั้งแบบซิลิโคน แบบวิงค์ๆ แบบลดรอยแดง ปรับผิวใส เยอะมากกก เราเลยเลือกแบบเบสิคๆมาจะเป็นอันนี้นะคะ สีขาว เป็นเนื้อเจลใสๆ ผสมซิลิโคนแหละค่ะ เพราะปรับให้หน้าเรียบเนียนได้เลยทันทีไม่มีกลิ่นค่ะ ปรับหน้าให้เนียนไร้รูขุมขนได้จริงแล้วก็คุมมันได้ดีสำหรับเรา ลงรองพื้นต่อได้เลยทั้งแบบลิควิคหรือแบบแป้งผสมรองพื้นก็ได้ คุณภาพเราว่าเทียบเท่าพวกแบรนด์เคาน์เตอร์ได้เลยนะคะ ผิวเนียน เมคอัพทน เสียดายมันไม่ได่ซื้อง่ายที่เมืองไทยนะ

e.l.f Moisturising Foundation Stick

เป็นรองพื้นแบบแท่งๆ เกลี่ยง่าย ปาดๆเบลนด์ได้เลย ปวดหัวกับสีของมันนะคะ เพราะสีมันโทนไม่ค่อยเข้ากับผิวคนไทยเลย ออกไปทางชมพูฝรั่งซะมากกว่า ต้องปรับด้วยคอนซีลเลอร์หรือแป้งฝุ่นที่ลงเซทอีกทีค่ะ ตัวรองพื้นไม่ได้ปกปิดอะไรมากมาย ออกจะบางเบาไปนิดนึงด้วยซ้ำ ตรงลงคอนซีลเลอร์ทับอีกที หรือใครชอบฟีลเบาๆจะใช้ก็ได้ไม่ติด ถามว่าคุมมันมั้ย ตอบว่าไม่คุมเลยยย เพราะมันมีส่วนผสมของน้ำมันกับมอยส์เจอร์เยอะมากตามชื่อ ต้องลงไพรเมอร์กับเซทแป้งฝุ่นดีๆค่ะ ไม่งั้นหน้าเยิ้มแน่ๆพูดเลย สรุปคือเป็นรองพื้นที่ไม่ชอบเลยค่ะ ต้องทนใช้ให้มันหมดๆไป ไม่แนะนำเลยใครที่จะซื้อนะ

e.l.f complete coverage concealer

เป็นพาเลทคอนซีลเลอร์เนื้อครีมที่มีให้เลือกตามเฉดผิวนะคะ ตั้งแต่ขาวมากแบบฝรั่งจนไปถึงเข้มมาก เราลองเหมามาสามเฉดเลยค่ะเนื่องจากมันถูก จะบอกว่าไม่คุณภาพสมราคา ไม่ได้ดีมากไม่ได้แย่มาก ต้องใช้ทักษะเยอะหน่อยในการใช้ แปรงที่ให้มาด้วยไม่ค่อยเริ่ด ต้องใช้กับแปรงทารองพื่นแบบเล็กหรือนิ้วมือจะดีกว่าค่ะ คอนซีลเลอร์ตัวนี้แนะนำว่าห้ามปาดๆไปทั่วหน้านะคะ เนื้อจะแย่มากเป็นคราบเลย ให้ทำการแต้มๆกดๆจะดีกว่าค่ะ ตัวเฉดผิวขาวเรามาไว้ทำเป็นไฮไลท์จุดสว่างๆและตัวเฉดสีเข้มเอามาทำเป็นกรอบหน้า คอนทัวร์เอาค่ะ ส่วนตัวรู้สึกว่าสีเข้มพอเอามาเฉดแล้วมันให้เงาที่เป็นธรรมชาติดี ถามว่าติดทนมั้ย ไม่ค่อยค่ะ ต้องกดๆย้ำให้มันแน่นถึงจะพอทนไปทั้งวัน เนื้อครีมไม่ได้ปกปิดอะไรมากมาย และไม่เหมาะอย่างยิ่งจะเอาไปลงใต้ตาเพราะถ้าไม่ชุ่มชื่นหรือสีพอดีกับผิวพอ มันจะเป็นปื้นและคราบได้นะคะ สรุปคือมันใช้ยากอะ ไปใช้แบบแท่งๆเหอะ จะดีกว่านะ

e.l.f Translucent Matifying powder

เป็นแป้งอัดแข๊งแบบโปร่งแสงค่ะ ตัวนี้เราว่าดีตรงมันคุมมันได้ดีมากๆนะคะ เอาไว้เซทไปเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการแต่งหน้าหรือเอาไว้ทัชอัพระหว่างวันก็ดีเพราะมันไม่ออกสี แมทสนิทแนบไปกับใบหน้าแล้วก็ไม่เป็นคราบด้วยค่ะ ถือว่าดีมากๆในราคานี้ แต่กลิ่นไม่ค่อยโอออกแนวเหม็นๆไปนิด ย้ำว้าไม่ปกปิดนะคะตัวนี้ เอาไว้ทัชอัพ ซับมันมากกว่าค่ะ

e.l.f pressed powder

เป็นแป้งอัพแข๊งแบบผสมรองพื้นมานิดหน่อยเพิ่มความปกปิดได้หน่อยนึง คุมมันน้อยว่าตัวโปร่งแสงอัดแข๊งค่ะ มีหลายเฉดสีให้เลือกตามสีรองพื้นเลย ไม่เปลี่ยนสีไม่หมองแต่ก็ไม่ค่อยติดทนต้องเติมระหว่างวันค่ะ ใช้พัฟที่เค้าให้มาด้วยไม่ค่อยเวิร์คต้องเอาแปรงปัดเอาจะเวิร์ดกว่า

e.l.f HD Powder

แป้งฝุ่นตัวดังของแบรนด์นี้นะคะ ส่วนตัวเราว่าก็ถ้าเจอก็ซื้อเหอะ เออมันดีจริงเป็นแป้งฝุ่นสีขาวไม่ได้ทำให้หน้าขาวนะคะ มันเป็นแป้งโปร่งแสงค่ะ เนื้อฝุ่นแต่รู้สึคกได้ถึงความลื่นๆสงสัยจะมีซิลิโคนอยู่บ้าง เอาไว้ลงเซทหลังรองพื้นค่ะ ชอบนะคะ หน้าเนียนไปเลย เราใช้แบบลงๆโปะๆ แล้วก็เอาแปรงปัดส่วนเกินออกค่ะ มันจะช่วยทำให้ผิวหน้าสมูทเนียนขึ้นได้ดีมากเลย หรือเอาจะไว้รองฝุ่นไว้สำหรับแต่งหน้าหนักๆก็เวิร์คนะคะ ด้วยความที่เนื้อมันฟุ่งไปหน่อยตอนปัดให้ระวังๆหน่อยนะ คุณภาพเทียบเท่าพวกเคาน์เตอร์แบรนด์ได้อยู่เลยค่ะ ราคาคุ้มค่ามากๆ หน้าผ่องไปทั้งวัน

e.l.f HD Compact powder 

เป็นแป้งฝุ่นแบบตัวบนแต่เอามาอัดแข๊งตลับนะคะ เวลาปัดจะได้ไม่ฟุ้งมาก เอาไว้เติมระหว่างวันได้สะดวกกว่าดีค่ะ

e.l.f contour palette #light

เป็นพาเลทคอนทัวร์แบบเนื้อฝุ่นแล้วก็มีไฮไลท์มาให้ด้วนค่ะ มีทั้งเนื้อแบบชิมเมอร์และแมท เนื้อดีสีชัดเอาไว้ปัดให้โครงหน้าชัดๆสายฝอได้ดีเลยนะ ตัวที่เป็นคอนทัวร์เนื้อแมทสีน้ำตาลดีมากๆ เราชอบเอาไว้เป็นสีพื้นสำหรับคัดเบ้าได้สวยมากๆค่ะ ความเข้มของสีสามารถปรับหนักเบาได้ คอนโทรลได้ดี แต่ปัดเบาๆก็ออกสีชัดแล้วค่ะ ถือว่าคุณภาพสมราคาเลย

e.l.f bronzer palette #warn tone

ตัวนี้จะเยินหน่อยเพราะใช้บ่อย เป็นบรอนเซอร์ที่เกินว่าคำว่าบรอนซ์สำหรับเราเพราะมันสารพัดประโยชน์มากๆ วิงด์สวยกำลังดีเอาไว้ปัดทัวหน้าให้โกลวดิวอี้สุดๆ หรือจะเอาเป็นอายชาโดว์ทาตาแบบวาวสะใจก็เริ่ดค่ะ โทนเป็นคอปเปอร์น้ำตาลนู้ดใช้ได้หลายสีผิวเลย พิกเมนท์ชัดเจน สีสันติดทนแต่ต้องลงไพรเมอร์หรือรองพื้นให้หน้าเนียนๆแมทๆหน่อยนะคะ ไม่งั้นมันจะไปเน้นรูขุมขน ตอนซื้อให้ดูโทนสีดีๆนะ มันจะแบบเนื้อแมทไปเลย กับชิมเมอร์หมดเลยแบบอันที่เราซื้อมาค่ะ สำหรับสีเข้มที่เป็นเอาไว้สร้างเงา เราว่ามันวิงค์เกินเบอร์ไปนิด จริงๆพาเลทนี้เคลมว่าเป็นชิมเมอร์ปัดหน้าจะเหมาะกว่าเรียกว่า บรอนเซอร์ค่ะ

e.l.f complexion perfection powder

ชอบมากๆๆ ควรมีๆ สำหรับทุกคนที่อยากลองแบรนด์นี้ มันเป็นแป้งอัดแข๊งที่เป็น collector สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอไปด้วย คล้ายๆกับแป้งฝุ่นสีช่องของgivenchy ตัวดังแต่ราคาต่างกันหลายเท่าเลยค่ะ อย่างที่บอกว่ามันเป็นแป้งสีcollector ซึ่งจะใช้แยกตามจุดที่มีปัญหาก็ได้เช่นสีเขียวเอาไว้ลงตามรอยแดง สีม่วงปรับผิวผ่อง สีชมพูหรือเหลืองเอาไว้ลงให้ผิวสว่าง หรือจะปัดๆวนๆรวมกันเพื่อปรับสีผิวให้ทั่วใบหน้าเลยก็ได้ ใช้ได้ทั้งแบบวันธรรมดาที่ไม่อยากจะลงอะไรเยอะ ก็ปัดๆไปให้ผิวดูสุขภาพดีได้ หรือจะส่งเป็น finished powder หลังลงรองพื้นก็ได้ค่ะ ถ้าปัดรวมๆกันอย่างนึงที่รู้สึกได้เลย คือหน้าจะดูสว่างขึ้น ผ่องขึ้นแต่ไม่ได้วอกนะคะ แบบออกแนวเปล่งปลั่ง เนื้อแมทเวอร์เทียบเท่าตัวแป้งแมทของเค้าซึ่งถือว่าคุมมันได้ดีเวอร์ ถือว่าเป็นsetting powder ที่ควรมีค่ะ

e.l.f blush #twinkle pink

ถือว่าเป็นที่ปัดแก้มแบบฝุ่นที่ราคาถูกมากๆ และมีหลายสีให้เลือกให้ลองกันนะคะ ส่วนตัวเราแนะนำถ้าใครอยากลองบลัชสียอดฮิตของพวกแบรนด์เคาน์เตอร์ที่ราคาสูง ให้มาลองบลัชของ e.l.f ค่ะเพราะเค้าจะทำเฉดสีบลัชออกมาได้ใกล้เคียงพวกสียอดฮิตของแบรนด์เคาร์เตอร์มากๆเลยคะ ติดที่คุณภาพมันอาจจะไม่เทียบเท่า เป็นฝุ่นร่วนและสีไม่ค่อยติดทนไปหน่อย แต่สะดวกเติมระหว่างวันได้ ก็ถือว่าเป็นบลัชที่น่าเล่นน่าลองมากๆเลยค่ะ ส่วนตัวเราชอบสีที่เป็นDupe ของสี orgasm ของนาร์สอันนี้นะคะ ชอบกว่าด้วยซ้ำเพราะสีมันสดชัดกว่าตัวออริจิอีกค่ะ

e.l.f Blush palette #bright

เป็นพาเลทปัดแก้มที่สีจัดจ้านมาก มีหลายโทนให้เลือกสำหรับหลายสีผิวค่ะ มีทั้งแบบวิงค์และชิมเมอร์ ตัวบลัชแบบตลับเดี่ยวเราว่าสีมันชัดแล้วนะ ตัวบลัชพาเลทกลับทำดีกว่าค่ะ สีชัดมากเวอร์ ปัดพลาดนิดเดียวแก้มเป็นตูดลิงได้เลยนะ แล้วก็ติดทนไปตลอดทั้งวันเลยอะ ดีนะคะ แนะนำสำหรับสายเมคอัพที่อยากมีสีแก้มหลายๆสีไว้ใช้

จะบอกว่า e.l.f เค้าก็มีไลน์สกินแคร์ที่ทำออกมาได้ดีแล้วก็ราคาย่อมเยาว์ด้วยนะคะ เท่าที่ลองดูคอนเซปเค้าจะเป็นแบบเรียบๆง่ายๆและเป็นสกินแคร์เพื่อให้ผิวรับกับเมคอัพที่จะส่งต่อไปค่ะ

จากซ้ายไปขวา

e.l.f Daily face cleanser เป็นเจลล้างหน้าที่มีส่วนผสมให้ความชุ่มชื่นค่ะ เนื้อจะเป็นเจลล้างแล้วดูไม่บาดผิวหน้า ฟองไม่เยอะมาก กลิ่นจะเป็นแนวสะอาดๆหน่อย ถือว่าเอาไว้ล้างหน้าหลังจากเช็ดทำความสะอาดผิว ล้างสะอาดแล้วก็ไม่ทำให้ผิวแห้งตึงดีค่ะ

e.l.f antioxident boosting drop เป็นเซรั่มหัวดรอปเปอร์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซีค่ะ เอาไว้ทาตอนเช้า เค้าเคลมว่าช่วยปกป้องผิวจากผลภาวะระหว่างวันและทำให้หน้ากระจ่างใสค่ะ ส่วนตัวชอบที่มันลื่นๆแล้วทาแล้วผิวนุ่นดีค่ะ เอาไว้ปลุกตอนเช้าเวลาง่วงๆ ผิวจะดูตื่นขึ้น

e.l.f hydrations booster drop เป็นเซรั่มเพิ่มความชุ่มชื่นอย่างเร่งด่วนเพราะมี กลีเซอรีนและไฮยารูลอนเอาไว้เติมน้ำให้ผิว เราชอบเอาไว้เวลาแต่งหน้ารีบๆ จะลงตัวนี้ให้ผิวชุ่มๆ รอแห้งแล้วลงไพรเมอร์แต่งหน้าได้เลย เครื่องสำอางจะติดทนดีค่ะ

e.l.f beauty shield massage overnight recovery cream ชอบมาก เหมาะกับคืนไหนขี้เกียจๆ คือมันเป็นหลอดครีมบีบออกมาพร้อมกับหัวลูกกลิ้งนวดค่ะ เริ่ดมาก เพราะทาครีมไปด้วย นวดหน้าผ่อนคลายไปด้วย ตัวครีมนางเคลมว่าจะช่วยฟื้นฟูผิวอ่อนหล้าทั้งจากที่เราเจอมลภาวะมาตลอดทั้ง กลิ่นหอมสดชื่นมากแล้วก็เนื้อครีมไม่หนักมา นวดๆไปจะซึมไปเลย ตื่นเช้ามาหน้าจะสดใส

e.l.f make up remover cleansing clothes 

เห็นฝรั่งเค้าชอบมาหยิบๆที่เชลต์ แล้วเค้าก็ชอบทำแพคคู่ ก็เลยบ้าจี้หยิบๆมาเหมือนกัน เป็นทิชชู่เช็ดเครื่องสำอางค่ะ ส่วนตัวเราว่าถ้าใช้เช็ดเมคอัพของแบรนด์เดียวกัน มันเช็ดออกได้ดีนะ สามแผ่นหน้าก็สะอาดแล้ว แต่พอเอาไปใช้กับแบรนด์อื่นแล้วรู้สึกมันเช็ดออกยากยังไงก็มะรู้ึค่ะ สงสัยอุปทานไปเอง แหะๆ กลิ่นจะสดชื่นๆหน่อย เช็ดทำความสะอาดตรงรอบตาแล้วไม่แสบนะ

e.l.f make up mist&set 

เป็นสเปรย์ที่เอาไว้ฉีดก่อนหรือหลังเมคอัพก็ได้ค่ะ เอาไว้ให้ความชุ่มชื่นเตรียมผิวก่อนเมคอัพและเซทเมคอัพให้อยู่ทน ส่วนตัวเฉยๆค่ะ ไม่ได้รู้สึกอะไร

 

 

ปิดท้ายด้วยแปรงจาก e.l.f ค่ะ มีหลายตัวหลายฟังด์ชั่นการใช้งาน ส่วนตัวเราชอบใช้พวกแปรง base make up แนวลงรองพื้นมากๆ เพราะใช้ได้ดีและทนมากๆค่ะ ใช้ได้หลายปีเลย ด้วยราคาที่ไม่แพง ถ้าใครอยากเริ่มใช้แบรนด์นี้ เราแนะนำให้ลองซื้อแปรงของเค้ามาลองใช้ดูก็ดีค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รวมเมคอัพ Mistine ตัวนอกกระแส

สวัสดีค่ะ Miss Slater เองค่าาาาา วันนี้จะมาเปิดกรุเมคอัพราคาย่อมเยาว์ราคาๆเบากับแบรนด์ไทย Mistine มิสทีนนะค่า เนื่องด้วยได้ลองโหลดแอฟยุพิน ที่เป็นสั่งซื้อสินค้าของเค้ามาลอง แล้วมันจะมีแคตตาลอคสินค้าลดราคาพิเศษมากๆ ก็เลยสั่งมาลองๆใช้ๆปาดๆดูค่ะ สั่งไปสั่งมาไปเยอะมากๆๆๆ มีทัั้งที่ใช้ดี เฉยๆแบบไม่โอเคก็มีค่า วันนีเลยจะมาเปิดกรุให้เพื่อนให้อ่านกันจ้า

เป็นเมคอัพซะส่วนใหญ่นะค่า จะบอกว่าราคามันเบาๆมากบางชิ้นไม่เกินร้อยอะ แต่คุณภาพ ความติดทนบางตัวก็แย่ บางตัวก็ดี บางตัวก็สมราคานะคะ

เหมาะกับเวลาช่วงประหยัด อิอิ เราจะแบ่งเป็นหมวดๆนะคะ

เริ่มจากพวก Base Make Up

1.Mistine Pretty White อันนี้เป็นแป้งผสมรองพื้นปกปิด เอาพริตตตี้มาเป็นตัวเคลมว่าปดปิดเนียนเรียบ ตัวแป้งปกปิดดีค่ะ ไม่ดรอประหว่างวัน แต่มันไม่คุมมันนะ ระหว่างวันหน้าจะมันๆหน่อยแต่ดูสวยฉ่่่ำดีๆ ไม่หลุดอยู่ทนทัั้งวัน

2.Mistine wonder bb loose powder เป็นแป้งฝุ่นเอาไว้เซทกับบีบีรุ่นขายดีของแบรนด์นี้ เป็นแป้งสีขาวเนื้อมีชิมเมอร์ผสมหน่อยๆ ส่วนตัวว่าชอบเพราะมันเซทกับรองพืนทุกยี้ห้อละหน้าแมทดีค่ะ ไม่หลุด ไม่มันเลย ทำให้หน้าดูผ่องๆเป็นธรรมชาติ

3.Mistine Numeber One Platinum อันนี้แบบรีฟิล ไม่รู้ทุกวันนียังมีคนใช้แป้งดีอยู่มั้ย เคยดังอยู่ช่วงนึง คือมันดีอะ ปกปิดได้แต่เนือจะเบาๆสีเข้ากับผิวคนไทยกลางๆ ไม่คุมมันแต่ก็ไม่ทำให้หน้ามันหมอง คือปาดๆไปเหอะ เติมระหว่างวันได้ไม่หนา คิดว่าเป็นแป้งตัวนึงของมีสทีนที่ไฟว์กับแป้งแพงๆได้อะ

4.Mistine coverall concealer  คอนซีลเลอร์แบบแท่งเล็กกะจิ๋วริ๋ว มีแค่สองสีซึ่งขาวไปทั้งสองสี เนื้อแน่นๆต้องเอามาวอร์มก่อนทา ปกปิดรอยดำได้แต่แปปก็หลุดอะ แล้วเหมือนมันไม่ค่อยเข้ากับสีแป้งที่ลงต่อเลยเป็นจุดๆลอยๆแปลก

5.Mistine Coveralll liquid foundation รองพื้นแบบน้ำที่ถือว่าเป็นของดีนะคะ เหลวเกลี่ยงานปกปิดได้ปานกลางงานผิวๆ มี สามสี ติดทนทั้งวัน คุมมันในระดับนึง บิวท์ความหนาบางได้ ถือว่าดีค่ะ

6.Mistine wonder contour&hilight stick ชอบๆๆๆ เป็นเฉดดิ้งไฮไลท์แบบเนืื้อครีมเกลี่ยงานดี เฉดดิ้งจะติ่งแดงไปนิดแต่พอเกลี่ยแล้วโอเคอยู่ ไฮไลท์ก็ขาวเหลืองวิงค์สวยดีค่ะ เอาแต่วาดโครงหน้าได้ชัดอยู่เกลี่ยๆลงแป้งแล้วไม่หลุด สีชัดดีค่ะ

7.Mistine Speed Foundation เป็นรองพื้นที่เคลมๆว่าทำไว้ให้เกลี่ยเร็ว แห้งไว้ ส่วนตัวเฉยๆ ลงแล้วก็หน้าเรียบเนียนดีดูปดปิดได้โอเค แต่มีสีเดียวกับผิวกลางๆ

8.Mistine Wonder BB Cream บีบีครีมตัวขายดีที่ไม่เคยจะให้ผลสมำเสมอซักที บางวันก็ผ่องสวย บางวันก็วอก บางวันก็หมอง งงมากๆ ลองถามคนอื่นก็เจอแบบใช้ดี๋ดีย์ บางคนก็ว่าป่วย สรุปมันผีเข้าผีออก แล้วแต่คนจะใช้เลยอีบีบีหลอดนี้

9.Mistine Selfie powder foundation แป้งผสมรองพื้นที่เคลมว่าหน้าเป๊ะพร้อมถ่ายรูป เออมันก็โอเคอยู่ เพราะมีวิงค์อยู่นิดๆหน้าจะจะกระจายแสงไงจ๊ะ ปกปิดได้อยู่นะ แต่ไม่ค่อยคุมมันอะคะ

10.Mistine Glowwink shimmer powder แป้งฝุ่นวิงค์ชัดจัดเต็ม หมดสิทธิ์ใช้กับหน้าค่ะ เพราะนางวิงค์ใหญ่ไปนิด เอาไว้ลงตัวลงแขนลงแขนเวลาไปงานค่ะ ขึ้นไฟสวยยยยย

11.Mistine True match foundation เป็นรองพื้นเนื้อครีมกึ่งแป้ง พอเกลี่ยๆบนหน้าแล้วจะเป็นแป้งเนื้อแมทดี ปกปิดต้องยอมเพราะปิดมิดแต่ใช้ยากเกลี่ยยากด้วยอะ ต้องใช้ความอดทนสูงในการเกลี่ย เอาไว้ใช้ตอนออกงานแบบอยากหน้าเปํะๆได้อยู่

12.Mistine Forever youth บอกเลยว่ามันคือ DUPE ของแป้งหน้าเด็กม่วงๆของ Physician formula เหมือนกันเป๊ะๆ เป็นแป้งอนูเล็กเอาไว้กระจายแสงทั่วหน้า ส่วนตัวว่าเหมาะกับเป็นไฮไลท์พอ ไม่งั้นหน้าจะมันเยื้มไปค่า ถ้าลงตามจุดไฮไลท์นี้กำลังดีงาม

13.Mistine Magic shimmer&foundation cream รองพื้นเหลวพร้อมมีไฮไลท์ชิมเมอร์แบบฝุ่นมาให้อีก ตัวรองพื้นนี้เหมาะเลยสายฉ่ำ ไม่ปกปิดเน้นงานผิว แล้วก็ฟาดชิมเมอร์เข้าไปอีก ก็เอาไปเลยค่ะสายหน้าเกา

ต่อมาเป็นพวกบลัชออน ปัดแก้มนะคะ

1.Mistine BB Passion Blusher มี2โทนสี สีส้มกับสีชมพู สีไม่ค่อยติด จะให้ความวิงค์มากกกว่า ไม่ชอบอะ สีเบ๊าเบาๆเกิน เอาไว้ปัดแก้มเด็กเหอะ

2.Mistine all season blush on ตัวนีเริ่ดๆ สีสวยแมทดีค่ะ แนะนำเบอร์ 03 เพราะเข้ากับหลายๆเมคอัพ ดูสุภาพแต่ก็ดูปัดไม่แก่ ชอบๆ ปัดได้หลายๆสถานการณ์ ติดทนอยู่ แต่ก็ต้องเติม ชอบๆ อันนี้

3.Mistine Jubliss Cheek Moouse tint เป็นบลัสเนื้อมูสครีมๆ เฮ้ยๆคือมันดีไปอยู่ที่ไหนมา เอาไว้ลงแก้มหลังลงรองพื้นก่อนเซทด้วยแป้งฝุ่น แก้มจะเป็นสีไปทั้งวันเลยนะ ไม่ทำให้หน้ามันด้วย เพราะไม่มีชิมเมอร์ สีจะออกแบ้วๆ ทุกโทน ทาแล้วจะดูเด็กและดูขาวสว่างๆขึ้นมาค่ะ เอาไว้ทาปากก็ได้ด้วยนะ เป็นของดีของแบรนด์ที่ไม่ค่อยเห็นใครใช้ มันดีๆ ไปตำๆ แนะนำ

4.Mistine Betty In Forrest  Cheek color พาเลทแพคเพจแบ้วเวอร์ เป็นบลัชลายๆโทนสีเอามารวมกัน จะแยกใช้เป็นไฮไลท์ก็ได้แต่ช่องมันเล็กเกิ้น เลยเอามาปัดๆรวมๆกันนั้นแหละ ชิมเมอร์ใหญ่ดีค่ะ หน้าจะวาวและมีสีขึ้นมาทันใด ไม่ติดทนเลยน้าาา

ในส่วนของพาเลทนั้น

1.Mistine Fabulous blush Palette พาเลทปัดแก้มครบโทนสีทั้ง ส้ม แดง นู้ด แถมมีบรอนเซอร์ เฉดดิ้งให้อีก 2 สี ทุกอันมีชิมเมอร์มาให้หมดแต่ปัดแล้วก็ไม่ได้วิงค์วาวอะไรมากมาย สีสวยชัดดีค่ะ

2.Mistine Cover all concealer palette พาเลทคอนซีลเลอร์สามโทน มี ไฮไลท์ คอนซีล กับ เฉดให้ครบ เนื้อครีมต้องเอานิ้วปาดมาวอร์มละกดๆเอาก่อนจะใช้ดีค่ะ ถ้าใครที่ผิวกลางๆพาเลทนี้ เอามาทำกรอบหน้าแต่งสายฝอได้อยู่นะคะ เกลี่ยๆดี ปกปิดได้ดีมากๆค่ะ

3.Mistine Champagne Pink พาเลทแต่งตา Dupe ของ Naked3 ในราคาย่อมเยาว์ สีนู้ดๆชมพูๆตุ่น ดีค่ะ เหมาะกับวันแต่งหน้าเบาๆ หรืออยากจะแบ้วๆ ชมพูก็ลงหนักหน่อย สีสวย ติดทนตามราคาค่ะ คือถ้าไม่ถูหรือยุ่งกับมัน มันก็จะอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่หลุดหรอก

4.Mistine Nudy Brown เป็นอายชาโดว์โทนน้ำตาลที่สีสวยทุกสีเลยค่ะ จะแต่งสีเดียวหรือผสมๆกันก็สวย บางทีเกลี่ยไม่ค่อยไปเลย แนะนำว่าอย่าใช้กับแปรงที่มาด้วย บางสีก็เอามาเขียนคิ้วได้ดีด้วย

5.Mistine  4 concept make up set,5 concept make up set เป็นพาเลทชั้นๆตลับกลมเวลาจะใช้ก็หมุนออกมา สะดวกสำหรับพกพา จะมีครบทั้ง ตา แก้ม คิ้ว อัน5concept จะมีไฮไลท์เฉดดิ้งมาให้ด้วย เหมาะกับเอาไว้ใช้แต่หน้าฉุกเฉินได้ โทนสีใช้ได้ทุกผิวเพราะเป็นสีเบสิค ติดทนปานกลาง

6.Mistine Groove complete eye palette อายชาโดว์พาเลทที่รวมเฉดๆธรรมชาติมาทุกทีเท่าที่นางจะคิดออก เนื้อสีโอเคได้ ติดทน แต่เนื้อเป็นฝุ่นไปนิด บางอันแมท บางอันกลิตเตอร์ เราว่าโทนสีเหมาะไว้ฟาดแนวสโมกกี้มากกว่าแต่งธรรมดา แต่งแบบเข้มๆฟุ้งแล้วสีมันสวยดีค่ะ

7.Mistine Fashionista Make Up set เป็นพาเลทเล็กจิ๋วคลี่ออกมาได้ ของดีไม่มีคนพูดอีกอันของมิสทีนค่ะ มีสองโทน ส้มกับชมพูแต่เราเอาโทนชมพูมา มันจะมีพาเลทแต่งหน้าที่เป็นโทนชมพูชิมเมอร์ที่สีสวยๆ แล้วเค้าในส่วนของที่เขียวคิ้วที่เป็นโทนน้ำตาลดำมีปรับเป็นสีแมทให้ละมุนขึ้น มีบลัชสีชมพูกับไฮไลท์มาให้ด้วย ตลับมาเล็กมากๆ เหมาะกับแบบต้องไปปาร์ตี้กระทันหันเอาออกมาแต่งได้ สีสวยละมุนนีมากแล้วก็ปรับเอามาแต่งได้หลายอย่าง ชอบมากๆ แนะนำๆ

8.Mistine Betty in forest eye color พาเลทแต่งหน้าน่ารักๆโทนน้ำตาล ที่สีไม่ออกเลยเหมือนกัน เอาไปแต่งตาเด็กคร่ะ

มาต่อที่ส่วนสำคัญสำหรับใบหน้า คิ้วกับอายไลเนอร์นั้นเองจ้าาาาา

1.Mistine Universal Ary eyebrow pencil ตัวนีชอบลดราคาบ่อยๆแบบไม่ถึงร้อยค่ะ เส้นเล็กเนื่อเขียนง่ายดี เหมาะเอาไว้วาดคิ้วให้คมๆได้ดีค่ะปลายอีกด้านมีหัวฟองน้ำเล็กไว้เกลี่ยแต่เราว่ามันก็ไม่ได้เบลนด์เนื้อได้ดีอะไรขนาดนั้น เหมาะเอาไว้งานเส้นๆมากกว่าจ้า

2.Mistine 3d brow secret brow set ตัวคิ้วสามตอนของแม่พลอยอันโด่งดัง เออมันใช่ดีนะ คือครบจบกระบวนการในการเขียนคิ้วที่ทำง่าย วาดเส้นด้วยดินสอก่อน แล้วทมด้วยอายชาโดว์สีสวย ปัดคิ้้วด้วยมาสคาร่าก็ได้คิ้วครบอยากที่อยากได้ค่ะ ถือว่าสะดวกมากเวลารีบๆหรือไปต่างจังหวัด ขอติดตัวอายชาโดว์ตคิ้วใช้ไปแปปๆละสีไม่ค่อยติดตัวฟองน้ำละ แล้วก็มาสคาร่าคิ้วกลิ่นแรงอะ คือได้กลิ่นลอยออกาจากคิ้วเลย

3.Mistine Visio brow mascara มันคืออีตัวสามตอนเอามาแยกเป็นมาสคาร่าให่ใหญ่แล้วใช่สะดวกขึ้นแหละค่ะ ใช้ปัดขนคิ้วย้อมสีคิ้วได้ดี สีอ่อนหน้าดูหวานขึ้นปัดขนคิ้วได้เรียงเส้นดี แต่กลิ่นแรงเหมือนกันจ้าาาาา เหอๆๆๆ

4.Mistine eye stan color เป็นอายชาโดว์แบบดินสอ เอามาถูๆทาตาได้ มีทั้งแบบสีน้ำตาลและะชมพูกลิตเตอร์ค่ะ ชอบเอามาเขียนขอบตาล่างให้มันดูฟุ้งๆหรือเอาไว้เขียนคิ้วเส้นใหญ่ๆเลยก็ได้ สีชมพูมุกเอามาลงหัวตาให้ดูมีขี้ตาเกาหลีๆได้อยู่ เนื้อดีติดทนนะจ้า

5.Mistine maxi black ของถูกและดีที่ควรมี เส้นเล็กเขียนง่าย ดินสอจับถนัดมือเส้นเล็กคมติดทนนาน ถือว่าดีจริงค่าาา

6.Mistine Supermodel mascara มาสคาร่าสองหัว อันนึงเป็นไฟเบอร์เพิ่มความหนา อีกอันก็มาสคาร่าดำเพิ่มวอลุ่ม ปัดซ้ำปัดทับเอาให้ขนตาหนาแพสสมใจค่ะ และเราว่ามันล้างออกยากไปนิสค่ะ เหมาะกับวันอยากตาฟุ้งพุ่งๆ

7.Mistine I AM Mascara มาสคาร่าตัวนี้ไม่มีขายละคะ เป็นคอลเคชั่นญาญ่า ก็เป็นมาสคาร่าธรรมดาเอาไว้ปัดให้ขนตาดูเป็นธรรมชาติ ไม่หนาไม่ยาวเกินไปเหมาะไว้วันธรรมดาๆค่ะ

8.Mistine Super Black eyelner อายไลเนอร์อีกอันที่ถือว่าเป็นของดีค่ะ ตัวนี้เราชอบว่าMaxi นิดนึงตรงที่หัวปากกามันจะแข๊งกว่าเลยคอนโทรลเส้นได้ง่ายและดูคมว่านิดนุงค่ะ สีดำสนิทสวยดี ชอบๆๆๆๆ

9.Mistine 5brow pencil เขียนคิ้วรุ่นผู้ชาย เริ่ดมากที่สุดชอที่สุด คือมันเหมาะในเช้าวันรีบๆเป็นดินสอหัวตัดสีดำเข้มเลย คือเขียนเส้นที่ปลายคิ้วแล้วใช้ปลายฟองน้ำอีกด้ายเกลี่ยนเข้ามาหัวคิ้วก็ได้คิ้วธรรมชาติสวยไปทั้งวัน อีกอย่างตัวนี้ไว้วาดๆคิ้วใหญ่คมๆแบบสายฝอได้ดีด้วยคร่ะ เริ่ดๆ

มาต่อๆ งานลิป ลิปของมิสทีนนั้นมีเยอะแยะมากๆๆๆๆๆ และขยันออกรุ่นใหม่กันเยอะมาก แต่ก่อนจะมีแต่สีแบบไม่ค่อยอินเเทรนด์เท่าไหร่แต่หลังเค้าก็ออกมาสีแนวนู้ดๆ แนวธรรมชาติมากขึ้น มีหลายราคาและหลายคุณภาพค่ะ

1.Mistine Yes lip tint marker and smoother เป็นลิปทาปาดแบบหัวปากกาเมจิคเลยค่ะ โคตรๆของโคตรติดทนเหมือนหมึกเลยวาดๆให้ทั่วปากแล้วถมให้เต็ม เนื้อมันจะแมทมากจนเค้าให้ลิปมันๆที่ปลายมาลงมาเบลนด์ให้สีดูสมูทและปากเรียบเนียนขึ้นค่ะ เหมาะกับวันที่อยากให้สีปากอยู่ทั้งวันเพราะมันต้องเติมเลยเติมแต่ตัวลิปบาล์มก็พอ แนะนำสีแดงนะคะ ของรุ่นนี้

2.Mistine delicious lip color & gloss ลิปเนื้อแมทกับกลอสไว้ทาทับ เนื้อลิปสีดีค่ะ ทาง่ายแต่ตัวกลอสมันเลื่อมไปนิดนึง แต่สีสวยติดทนด้วย

3.Mistine 4queens multi lip color เออเหมาะเอาไว้ไปพกพาอีกตัวนึง จะเป็นลิปสีแม่สีมาให้อันนึงแล้วเค้ามี สีขาว เอาไว้ให้สีแม่สีอ่อนลง สีดำเอาให้ดูเข้มแล้วก็มีกลอสเล็กๆไว้อันนึง ถือว่าดี แต่สีขาวกับสีดำก็ไม่ได้ทำให้สีมันเปลี่ยนอะไรขนาดนั้นนะคะ แต่ตัวลิปหลักคือดีมาก ติดทนสีสวย

4.Mistine lip me please ลิปแมทเนืื้อดีแต่อย่าซื่อโทนนู้ดของรุ่นนี้เพราะสีปากจะซีดเวอร์ค่ะ ติดไม่ค่อยทนนะ กินน้ำก็หลุดแล้ว

5.Mistine 2blue ลิปในตำนานของมิสทีนสีสวยดีค่ะ มีทั้งโทนสีสันและธรรมชาติ สีสวยติดทนประมาณครึ่งวันกลบสีปากมิดเลย ไม่แมทไม่นุ่มเกินไปกำลังดี ต้องเติมนะคะ แต่ดีอะ4

6.Misinte magnetic ลิปจิ๋วอันเล็กๆน่ารักๆ เหมาะไว้พกพาได้ดีเหมือนกันค่ะ มีหลายสีสวยเลยเอาไว้ทาได้ตลอดทั้งวัน ดีๆ

7.Mistine lovely nude lipgloss เป็นลิปกลอสที่ทำโทนนู้ออกมาก เอาไว้ทาเดี่ยวจะไม่ค่อยออกสีแต่ทาทับลิบโทนสีเดียวกันก็เริ่ดอยู่น้าาา

8.Mistine choux cream lip balm เห้ยยย เป็นตัวถูกและดีที่ไม่มีใครพูดถึงอีกอัน เป็นลิปบาล์มแบบมีสีอย่างดีเลยอะ คือออกสีกำลังดี ไม่มาก มันเหมาะเอาไว้เติมระหว่างวันมาก เพราะทาทับแล้วปากไม่มันวาวแบบกลอสแต่ให้ความฉ่ำกำลังดีและเพิ่มสีให้ลิปที่ลงไว้ก่อนแล้วหลุดออกดีค่ะ ดีมากๆเลยแค่เลือกให้โทนเดียวกันค่ะ หรือจะทาวันธรรมดาไม่แต่งหน้าก็ให้อารมร์ปากสุขภาพดีแบบจับไม่ได้ว่าทำอะไรมา ถือว่าดีเริ่ดๆมาก แนะนำๆ

9.Mistine Stamp me ลิปแมทเนือฟองน้ำเนื้อดีกลิ่นดี ติดทนแต่สีไม่สวยเลยซักกะสีเลยค่ะ นู้ดไปบ้าง ชมพูไปบ้าง หาความพอดีของโทนสีไม่เจองะ

10.Mistine The star ลิปอีกตัวที่ถือเป็นของดีแต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง เป็นลิปเนื้อมอยส์เจอร์เนือฉ่ำสีสวย กลบสีปากมิด ติดทนในระดับนึงไม่แมทจนเกินไปถือว่าดีค่ะ

11. Misinte q10 lip base&color เอาไว้กลบสีปากก่อนเป็นรองพื้นแล้วลงอีกด้านที่สีๆทาทับจะให้สีสวยติดทนไป ตลอด ส่วนตัวชอบลิปรองพื้นเหมาะกลบสีปากและให้สีนู้ดนิดๆได้สวยดีค่ะ สวยลิปสีเฉยๆนะ

Mistine Joops Color rich ลิปแบบทาที่สามารถผสมสีได้ตามต้องการค่ะ เหมาะไว้ใช้งานแฟนซีหรือคนชอบผสมสีๆถ้าใช้เดี่ยวๆเราชอบพวกโทนสีหลักๆนะ ส้ม แดง ชมพู สวยมาก แต่!!!! ควรบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มสุดๆก่อนลงนะคะ เพราะมันแห้งมากกกกกกก แห้งจนหนังปากลอกเลย ต้องให้ปากชุ่มชื่นดีๆก่อนหรือจะลงกลอสหรือบาล์มทับอีกทีก็ได้ เรื่องติดทนไม่ต้องพูดถึงถ้าไม่ลบก็ติดทนถึงชาติหน้าอะคะ

Mistine DNA lip เหมือนเค้าปรับปรุงตัวหลอดข้างมาทำแบบแท่งให้ใช้ง่ายขึ้นและมีลิปท็อปโค้ดมาให้ทับอีกทีกันปากแห้งค่ะ กลบสีปากมิดเวอร์ ตัวลิปคัลเลอร์เนื้อมันเหนี่ยวหนืดไปจริงๆนั้นแหละเลยต้องลงท็อปโค้ดทับ แต่สีสวยติดทน แนะนำสี08สีนู้ดน้ำตาลคือดีย์

อันนี้เป็น พาเลทที่เราถือว่ามันเริ่ดชอบมากๆจากมิสทีนเลยนะคะ คือมันใช้ง่ายพกพาง่ายเหมาะกับเอาไว้เวลารีบแต่งหน้าได้อะ

1.Mistine Professionl Complete palatte เป็นพาเลทที่มีไฮไลท์สีขาวมุก เฉดดิ้งน้ำตาลเทา กับบลัชออนมาให้อีกสีนึงค่ะ บรัชออนสีส้มกับชมพูสวยกำแต่ไม่ค่อยติดทนผสมชิมเมอร์มาด้วย  เฉดดิ้งสีอ่อนมากเลย จิกสีไม่ขึ้นในตอนแรกแต่ถ้าใช้กับแปรงดีๆก็ถือว่าเริ่ดอยู่ เฉดดิ้งมันไม่ออกแดง ออกเทาสร้างเงาให้หน้าได้ดีค่ะ ไฮไลท์สีขาวทองปลื้มสุดๆ เนียนละเอียดมากหน้าพุ่่งเวอร์พอปัด

2.Mistine NY Girls Make up Case เห้ยยยย ทุกคนควรตำอันนี้ เป็นพาเลทแต่งตาที่มีบลัชมาให้ด้วย โทนสีเป็นโทนง่ายๆเข้าใจได้ มีน้ำตาลเบสิคๆ กับโทนชมพูม่วง บลัชก็มีสองสีง่ายๆ ส้มกับชมพู ทุกสีเป็นเนื้อsilk นะคะคือไม่แมทแต่ก็แต่วาวจนเกินไปเป็นเนื้อฝุ่นๆเนียนๆ ทาง่ายเกลี่ยง่าย เบลนด์ง่าย แต่อาจจะติดไม่ทนมาก ปาดๆๆแล้วก็สวยแล้วค่ะ ตัวบลัชก็ปัดๆผสมสีกันก็ได้ เราชอบมากเหมาะกับแต่งหน้าในทุกๆวันหรือจะลงสีเข้มให้ดูเป็นสโมดกี้ก็ได้ ชอบมากๆแบบอยากให้ทุกคนได้ลองเลยอะอันนี้

3.Mistine all you inner lip palette เป็นพาเลทลิปที่มีครบทุกโทนสีจะใช้เดี่ยวหรือเอามาผสมกันก็ได็ มีตัวลิปเบสมาให้ด้วย พกพาไปได้ได้ทุกที เสียดายแปรงที่ให้มาแย่ไปหน่อย

กลุ่มสุดท้ายกับพวกแนวๆจิปาถะ

1.Mistine 3d cream blusher เป็นบรอนเซอร์เนื้อครีมมี่ที่เอามาทาเกลี่ยจะได้ลุคบ่มแดดดีค่ะ

2.Mistine BABY BB cREAM บีบีอีกรุ่นที่เน้นหน้าผ่องหน้าขาว ใครชอบหน้าขาวๆแบบไม่แคร่เวิล์ดขอให้จัดตัวนี้ค่ะ ผ่องขาวได้ใจ เนื้อปดปิดรอยได้ดีด้วยนะคะ แถมติดทนหน้าไม่มันเลย เหมาะกับสายหน้าขาวที่แท้ทรู

3.Mistine bb blooming blink shimmer เป็นแป้งชิมเมอร์หลายๆสี เอาไว้ปัดเป็นไฮไลท์เฉพาะจุดหรือจะปัดเบาๆทั่วหน้าก็ได้ค่ะให้ฟีล finsihing powder อยู่แต่ต้องปัดหนักๆหน่อยนะคะ มันไม่ค่อยติดอแปรงออกมาเท่าไหร่

4.Mistine pore sealer เอาไว้ลงตามใบหน้าเป็นซิลิโคนเอาไว้เป็นเบสคุมันมันได้ดีค่ะ หน้าไม่มันจริงๆ แล้วก็รองพวกพื้นอะไรได้ดีขึ้นหน้าจะเรียบๆและเครื่องสำอางติดทนขึ้นค่ะ

5.Mistine spotlight make up base เบสเขียวที่เอาไว้ลงปรับผิวลดรอยแดงให้ผิวสว่างขึ้นนิดๆ ลงดีๆ เกลี่ยดีๆหน้าก็ผ่องได้จริงแต่เราว่ามันใช้ยากนะ เพราะบางวันก็วอก ผสมกับรองพื้นก็พอลดความวอกได้บ้าง แต่ชอบที่หน้าจะแมทดีค่ะไม่ค่อยมันระหว่างวัน

6.Mistine Minus เป็นบาล์มซิลิโคนอีกอันที่ออกมาก่อนหน้าตัวบนนะคะ   เอาไว้ลงตามทีโซนหรือกลบรูขุมขนใหญ่ๆตามใบหน้า ก็ถือว่าดีนะคะ แต่ต้องทิ้งไว้ซักพัก ไม่งั้นพอลงแป้งต่อแล้วมันจะเป็นคราบค่ะ

7. Mistine beleza8in1 perfect matte cream เราว่าตัวนี้เป็น DUPE -ของบีบีอีทูดี้เลยค่ะ รุ่นแมท กลิ่นจะเป็นแป้งเด็กเหมือนกันด้วย เป็นคล้ายบีบีครีมที่ปกปิดกลายเป็นแป้ง คุมมันหน้าแมทไปตลอดทั้งวันแต่มีสีเดียวไม่เหมาะกับคนผิวสองสีหรือผิวคล้ำ

8.Mistine Miracle perfect leg lotion มันคือโลชั่นผสมรองพื้นมีวิงค์นิดหน่อยไว้ทาแขนขาลำตัวให้สีสมำเสมอเนียนสวยค่ะ ส่วนตัวเราว่าแห้งแล้วมันก็ติดทนดีค่ะ เอาไว้ลงตัวเวลาใส่ชุดราตรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เปิดกรุภาค2! น้ำหอมดาราไทยพร้อมมโนรีวิวแบบจินตนาการภาพ

สวัสดีค่า เคยรีวิวน้ำหอมแบบมโนใส่ภาพไปเมือหลายปีที่แล้วที่ก่อนหน้านี้ ตอนนั้นที่เราเริ่มสนใจสะสมน้ำหอมดาราเซเล็บไทย เลยสะสมมาเรื่อยๆ วันนี้เลยมาเปิดกรุให้เพื่อนได้ชมกันค่ะ เป็นดาราตัวแม่หลายๆคนที่ทยอยทำกลิ่นกันออกมาค่ะ


บรรยายกลิ่นต่างๆ ขอบรรยายเป็นแบบใส่ภาพ ที่เรานึกถึงตอนที่ดมกลิ่นหรือฉีดกลิ่นไปแล้วบนตัวนะคะ ซึ่งเป็นตามความรู้สึกและจินตนาการของเราเองคะ หากใครที่มีน้ำหอมกลิ่นที่รีวิวอยู่แล้ว ดมไป อาจจะรู้สึกหรือได้กลิ่นไม่เหมือนเรานะ เพราะจมูกและมโนจินตนการของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันจ้าาาา

น้ำหอมดาราไทยเค้าทำออกมากันหลายปีแล้วนะคะ ไล่เรียงๆกันมาก ส่วนมากจะเป็นน้ำหอมผู้หญิงไม่ค่อยมีน้ำหอมของผู้ชายเท่าไหร่ มีขายเป็นไซด์เล็กๆตามเซเว่น แล้วก็ไซด์ใหญ่ตามห้างในโซนเคาน์เตอร์อะจ้า

เริ่มกันที่น้ำหอมตัวแรก กลิ่นแรกของของตัวแม่ คุณอั้ม พัช Sexy Me ค่ะ ตัวนี้เก๋ตรงน้ำหอมมันจะวิงค์วาววับจับใจให้ตัวเลื่อมประกายเล่นๆด้วยนะ กลิ่นออกแนวเซ็กซี่จริงๆ เป็นแนวผลไม้ฉ่ำน้ำจุ๊ยซี่ๆ ถามว่าเหมาะกับสาวเรียบร้อยมั้ย? ตอบเลยวาไม่ค่ะ! เหมาะกับสาวมั่น สาวแรง ฟีลแบบฟอลลอนจากDynasty หรือจะเป็นเรจิน่า จอร์จ จากแกงค์mean girl ค่ะ คือเป็นสาวมั่นใจ ไฟแรง ใครแรงมาฉันพร้อมบวกพร้อมตบพร้อมไฟท์นะจ้า โดยรวมแล้วกลิ่นนี้ส่งเสริมความมั่นใจได้ดีเลยค่า
*Dupe Viva La Juicy เราว่ามันคล้ายอยู่นะ

Aum Sexy Night กลิ่นนี้ยอมค่ะ ถือว่าเป็นกลิ่นที่เซ็กซี่จริงๆ กลิ่นจะเป็นแนวๆกุหลาบป่า หอมยั่วยวนดีจริงๆค่ะ ตัวกลิ่นเป็นเอกลักษณ์มากนะคะ (แต่ก็เป็น Dupe ของ Moschino Cheap and Chic มากเลยค่ะ กลิ่นคล้ายๆกัน) ให้ฟีลเป็นสาวเซ็กซี่ยั่วยวนชวนฝัน สไตล์สาวBurlesque ค่ะส่วนผสมเค้าจะมีกลิ่นมารีนของน้ำทะเลมาให้ด้วยนิดนึงนะคะ ฟีลเหมือนไปเดินเท้าเปล่าริมทะเลตอนกลางคืนเก๋ๆ สรุปเออกลิ่นนี้ฉีดแล้วรู้สึกเซ็กซี่จริงๆ ชอบๆ

Sexy Diva ของคุณอั้ม พัชราภา ตัวที่ 3
น้ำหอมคลอเคลีย จะบอกว่าเราชอบกลิ่นนี้มากๆ กลิ่นมันเป็นดอกไม้ แนวกล้วยไม้ที่หอมมากๆ แถมยังเป็นกลิ่นแนวๆขนมมาชแมลโล่ซึ่งมันลงตัวดีค่ะ สองกลิ่นนี้รวมกัน มันหอมแบบหอมอบอวลดีมากๆ เหมือนเดินเล่นท่ามกลางหิมะ เราชอบฉีดกลิ่นนี้เบาๆแล้วไปคลอเคลียกับแฟนค่ะ มีความรู้สึกกลิ่นนี้จะหอมมากๆในอุณหภูมิที่สูงขึ้นค่ะ แต่บางคนไม่ชอบก็จะไม่ชอบเลยนะคะกลิ่นนี้ เป็นกลิ่นที่เราชอบที่สุดในน้ำหอมดาราไทยค่ะ

Chompoo Pretty Doll ใครชอบน้ำหอมหวานๆให้มาทางนี้จ้า หวานจริงๆ หวานจนเลี่ยนแถมติดทนโคตรๆ ตัวนี้บอกได้ตรงๆเลยว่ามันคือ Dupe ของน้ำหอมแฟนตาซีขวดชมพของเจ้บริทย์ค่ะ คัพเค้ก วานิลลา ลิ้นจี่ ช็อคโกแลตอัดแน่นกันมาในตัวน้ำหอมกลิ่นนี้ค่ะ ถึงมันจะหวานมากแต่ก็ฉีดเบาๆได้อยู่นะคะ ฉีดแล้วให้ฟีลเป็นตุ๊กตาบาร์บี้ สาวน้อยแคนดี้ตาแป้ว หรือจะเป็นโลลิต้าน่ารัก ก็คือนิยามของน้ำหอมตัวนี้ค่า สรุปว่ามันหวานมากๆ ใครชอบก็จัดไป

Drama Queen ของ Ploy Chermarn
ปลุกความเป็นนางโชว์ในตัวคุณ !! คือคำนิยามของกลิ่นนี้จริงๆ วันไหนองค์ลง อยากเริ่ดๆเชิ่ดๆ ถ้าดมแรกๆนะคะ กลิ่นมันจะเหมือนสบู่หรือการ์ดแต่งงานเก่าๆอะค่ะ แต่ลงตัวนะ เพื่อนเราบางคนว่ากลิ่นเหมือนนางฟ้าทิงเกอร์เบล เปรี้ยว หวาน ฉุนหน่อยๆ แต่รู้สึกดึงพลังกระตือรือร้นดีนะคะ ไม่เหมาะกับฉีดทุกวันคะ แต่เหมาะกับบางโอกาส แบบแต่งหน้าเต็มจัดเต็มทั้งชุด ผม หน้า ก็ให้ฉีดกลิ่นนี้เลยคะ รับรอง ติดทนทานมากๆๆ เพื่อนสาวเราชอบมากคะกลิ่นนี้

Natalie Beauty Icon กลิ่นหอมจากอดีตนางงามจักรวาล ซึ่งฉีดแล้วก็ให้ฟีลเป็นพี่ปุ๋ยรักเด็กจริงๆค่ะ กลิ่นมันจะเป็นเบาๆ มีเบอกาม็อท เลมอน ให้อารมณ์ดีหรือเคลมว่าเป็นน้ำหอมโลกสวยได้เลย คือฉีดแล้วรู้สึกอารมณ์ดีไม่เครียดไปตลอดทั้งวันเลยจ้า เราแนะนำสำหรับสาวออฟฟิศนะคะกลิ่นนี้เพราะมันสุภาพแต่ก็ไม่เฉยดีให้ฟีลเหมือนเลขาคิมอะไรประมาณนั้นเลย สรุปอันนี้คือน้ำหอมอารมณ์ดีค่ะ

Secret ของคริส หอวังคะ
ถือว่าทำออกมาได้ดีเลยค่ะ กลิ่นจะเป็นเบอรี่ๆ ผลไม้ ทีมีความหวานซ่อนเปรี้ยวเบาๆเอาไว้ หอมกำลังดีค่ะ สามารถฉีดได้ในทุกวัน รู่สึกสดชื่น ใสๆ ฝันๆ คล้ายเซเลอร์วีนัส หรือเป็นอีสาวหมวยเดินเล่นอยู่ในทุ่งหญ้าประมาณนี้ค่ะ ติดทนในระดับกลางค่ะ

Chompoo Material Doll ตัวที่สอง ของแม่ชมค่ะ กลิ่นยังเป็นแนวหวานขนมเหมือนเดิม แต่ตัวนี้จะเป็นแนวลูกกวาด ลูกอม ซูกัสอะไรประมาณนั้น หวานๆน่ารักแบ้วๆฉีดแล้วมโนว่าฉันเป็นเจ้าหญิงดีสนีย์ในทันที หรือฉีดแล้วได้ฟีลอยากกลับไปเป็นเด็กเจ็บสุดก็แแค่หกล้มในสนามเด็กเล่นอะไรประมาณนั้น กลิ่นนี้แปลกและหอมเป็นเอกลักษณ์ดีค่ะ

Praya Angel Kiss น้ำหอมโลกสวยอีกกลิ่นที่ฉีดแล้วก็ให้ฟีลเพิ่มกำลังใจ พร้อมเริ่มต้นวันใหม่ ฟีลแบบสวัสดีวันจันทร์ วันอังคารค่ะ ฉีดแล้วให้ฟีลโลกสวยและเราสวยเป็นนางฟ้าจริงๆ กลิ่นจะฟุ้งๆ หวานเบา เพ้อๆฝันๆดีค่ะตัวนี้ ฉีดแล้วเหมือนติดปีก ใส่บรา เดินเฉิดฉาดบนรันเวย์เก๋ๆ

Mario Muarer for Him ซือเพราะอุดหนุนสามี เอ้ยยๆ มะใช่คร่าา อิอิ คือชอบมาริโอ้มากๆๆๆๆ คนอะไรไม่รู้หล่ออะ แต่คิดว่ากลิ่นดูผู้ใหญ่กว่าตัวเจ้าของน้ำหอมนะคะ กลิ่นจะคล้ายๆ น้ำหอม Le Male ของ JPG คะ ดูเป็นผู้ชายสปอร์ตๆ ขับรถหรูๆ มีอีหนูนั้งเป็นตุ๊กตาหน้ารถคะ หรือได้ฟีลผู้ชายแบบสายแดดดี้ mature นิดนึงมีความป๊าพร้อมความอบอุ่น

Mario Maurer for Her น้ำหอมตัวที่ 2 ของมาริโอ้ที่ทำมาเป็นน้ำหอมผู้หญิงค่ะ กลิ่นหอมแบบแป้งๆนิดนึง มีกลิ่นดอกไม้ผลไม้หน่อยๆ ฉีดแล้วดูเป็นสาวซุกซน เป็นเด็กๆซนเล่นวิ่งซ่อนแอบตามต้นไม้ค่ะ ให้ฟีลสนุกแต่ก็ยั่วยวนนิดๆ คิดว่าโอเคเลยดูฉีดแล้วเหมาะกับเป็นสาวของมาริโอ้จริงๆ

Janie Spell ชอบมากกกกกกก กลิ่นแบบผู้ดี๊ผู้ดี ฉีดแล้วจะทำตัวกักขฬะไม่ได้ค่ะ ให้ฟีลแนวน้ำหอมของโจมาโลนอะ มีความหรูๆแพงๆ มีความเป็นผู้ดีราชวงศ์นิดๆ คือหอมอะคะ หอมแบบดูดี ชอบมากๆ กลิ่นนี้ควรตำ

Mti Joy Collection

สวัสดีค่ะ วันนี้มาเปิดกรุคอลเลคชั่นจาแบรนด์เครื่องสำอางไทย MTI ที่ทำร่วมกับเซเลบ คุณจอย รินลณี ค่ะ เป็นคอลเลคชั่นที่ ชื่อว่า Joy one for all นะคะ คอนเซปสินค้าคอลเลคชั่นส่วนตัวเราว่าเค้าทำมาให้ใช้ง่ายไม่ซับซ้อนดีค่ะ เริ่มจากที่เค้าทำตัว CC Cream ออกมาก่อนและกระแสตอบรับดี เค้าเลยทำสินค้าออกมาหลายๆตัวนะคะ วันนี้เลยหยิบเอาตัวที่เราคิดว่ามันใช้ง่ายๆมารีวิวกันให้ดูค่ะ

สำหรับคอลเลคชั่น Joy นี้ส่วนตัวเราชอบสินค้าของเค้า คือถ้าให้เราบอกเป็นภาษาบ้านๆก็คือ “ทาๆไปเหอะ” หรือว่าจะ “ปาดๆไปเถอะ” เดี๋ยวก็ออกมาสวย อิอิ สำหรับเรามันเป็นแบบนั้นจริงๆนะคะ คือมันใช้ง่ายแล้วสีก็เหมาะกับผิวคนไทยดีค่ะ

เริ่มกันที่ตัวแรก ตัวท็อปของคอลเลคชั่นนี้ค่ะ

JOY ONE FOR ALL CC CREAM SPF30PA+++

เป็นซีซีครีมที่รวมสารบำรุง ครีมกันแดด และรองพื้นไว้ในหลอดเดียวกันนะคะ เหมาะกับวันไหนที่รีบๆ หรือไม่มีเวลาแต่งหน้าเยอะๆ ก็ทาๆปาดๆตัวนี้ไปค่ะ คุณสมบัติเรื่องรองพื้นถือว่าทำได้ดีค่ะ บางเบาปกปิดได้ดีถ้าหน้าไม่มีปัญหาเยอะ เน้นปรับสีผิวให้กระจ่างใสๆทั่วใบหน้า ซีซี ตัวนี้มี4 โทนสีนะคะ เหมาะกับตั้งแต่สาวผิวขาวไปจนถึงเน้นแทนๆโกลวๆก็ไหวอยู่ค่ะ ตัวนี้จากที่เราลองใช้เองและถามๆเพื่อน หรือช่างแต่งหน้าที่ใช้ พบว่าบางผิวหน้าก็คุมมันดีมากๆ บางผิวก็ให้ลุดฉ่ำๆ ก็งงเหมือนกันว่า เอ๊ะ เทอจะเอายังไง แต่โดยรวมแล้วก็ผิวเรียบเนียนสวยดีมากๆค่ะ ที่เราชอบคือมันติดทนตลอดทั้งวันและสีไม่ดรอปดีนะคะ ถือว่าเป็นตัวช่วยในช่วงเวลาเร่งรีบได้เลย ในเรื่องของการบำรุงก็รู้สึกว่าให้ความชุ่มชื่นดีค่ะ กันแดดโอเคในระดับนึงหน้าไม่หมอง ซีซีครีมตัวนี้ ถ้ามีเวลาเกลี่ยและกดแนะนำให้ลองทำดูนะคะ ตัวซีซีจะเนียบแนบไปผิวเลย เหมือนผิวดีมาตั้งแต่เกิด แต่ก็ระวังเรื่องโทนสี เพราะแต่ละโทนของเค้าก็กระโดดข้ามความต่างไปเยอะเหมือนกันต้องลองกันดีๆนะคะ ถ่ายรูปออกมาผิวขึ้นกล้องอยู่ค่ะตัวนี้

JOY ONE FOR All CC FOUNDATION CAKE

ปรับจากตัวเนื่อรองพื้นแบบครีมหลอดมาเป็น แป้งผสมรองพื้นเนื้อบางเบาค่ะ เราว่าตัวนี้ฟีลคนละแบบกับรองพื้นครีม ให้การปกปิดได้ดี เนื้อบางเบาออกจะร่วนๆไปนิดนึง ถ้าผิวดีไม่มีรอบอะไรเยอะ หรืออยากแต่งหน้าวันเบาๆ ก็ทาๆไปเถอะคะ ผิวสวย ไม่ต้องลงรองพื้นก่อนก็ได้ ใช้ลงหลังกันแดดก็ปาดๆแป้งตัวนี้ได้ รับรองผิวสวย ตัวนี้ที่เราชอบคือมันคุมมันดีมากๆค่ะ ก็ระหว่างวันหน้าไม่เยิ้มเลย แล้วหน้าก็ไม่ได้ดูแมทแห้งน่ากลัว ผิวสวยกำลังดี ถ้าวันไหนอนอยากหน้าเป๊ะๆก็ลงซีซีเบาๆทั่วใบหน้าแล้วลงแป้งตัวนี้ด้วยแปรงปกปิดไปอีกชันนึง หน้าจะสวยทนไปตลอดทั้งวันค่ะ

มาดูอายชาโดว์กัน Joy Eyeshadow Palette

เป็นพาเลทที่รวมสีเบสิคง่ายๆมาให้แล้วครบนะคะ ทุกคน ทุกสีผิวใช้แล้วรอดปลอดภัยแน่นอน จะใช้หลายๆสี หรือจะใช้สีเดียวทาๆไปให้ทั่วแบบไม่ต้องมีทักษะมากก็ได้นะคะ มีทั้งเนื้อวิงค์และแมทค่ะ วิงค์สีสวยแต่เม็ดใหญ่อาจจะมีร่วงได้นะให้ระวังดีๆ ตัววิงค์สีขาวกับสีทองสีบนสุด สีสวยมากๆๆ เหมาะเอาไว้ลงโหนกคิ้วหรือหัวตานะคะ สีสวยชอบๆมากๆ สองสีวิงค์ตรงกลางก็เอาไว้สำหรับวันขี้เกียจที่ปาดๆไปเลย ทั่วเปลือกตา ตาก็จะเด่นเด้งออกมาเองค่ะ สีดูสุภาพและไม่วิงด์เกินจนทำให้ตาดูบวมน่ากลัว สองสีล่าง เป็นสีแมท ที่เอาไว้คัดเบ้า และสามารถเอาไปเป็นเส้นอายไลเนอร์หรือเขียวคิ้วก็ได้นะคะ จะได้สีคิ้วที่ฟุ้งๆสวยดีค่ะ เราชอบพาเลททาตาอันนี้มากๆ เพราะมันพกง่าย แต่งได้ง่ายๆ หลายแนวๆ ในโทนสีุภาพค่ะ แถมเอาไว้ทำอย่างอื่นได้ด้วยทั้งเขียนคิ้วหรือเอามาปัดเป็นไฮไลท์ก็ได้ ก็งามอยู่นะ

Joy PH Match Maker Cheek Color

เป็นบลัชออนปัดแก้มที่ก็รีวิวได้ว่า ปัดๆไปเหอะๆ อีกอันค่ะ เพราะมันรวมโทนสีชมพูและส้มมาให้แล้ว ตัวโปรดักซ์เค้าจะเคลมว่ามันจะปรับสีไปตาม PH บนใบหน้าเราค่ะ เพราะฉะนั้นแต่ละคนออกออกมาไม่เหมือนกันแต่มันจะพอดีกันกับใบหน้าค่ะ ชอบๆมากๆ คือเหมาะกับวันรีบๆอีกที่นึกไม่ออกจะปัดแก้มสีอะไร ก็ปัดตัวนี้ไปค่ะ สีที่ออกมามันก็คือพวงแก้มที่สดใสดูมีสุขภาพดีเลือดฝาดค่ะ บลัชตัวนี้มีวิงค์นะคะ เพราะฉะนั้นอาจะให้ระวังนิดนึงแต่ก็วิงค์ไม่มากเท่าไหร่ เป็นอีกนึงตัวที่ชอบในวันที่ขี้เกียจๆ ตัวบลัชติดทนธรรมดาค่ะ ระหว่างวันอาจจะต้องมีเติม แปรงที่ให้มาในตลับแข๊งทิ่มผิวไปนิดนึง ให้ใช้แปรงอื่นๆน่าจะเบากว่าค่ะ

หน้า ตา แก้ม ไปแล้ว อันสุดท้ายก็ปากค่ะ

Joy Stick

ลิปแท่งที่แพคเกจทำออกมายาวมากเกินกว่าตัวลิป 555 เนื้อลิปครีมเข้มข้นกลบสีปากได้เนียนดีค่ะ ไม่แมท ไม่กลอสจนเกินไป เนื้อนุ่มกำลังดี ติดทนไม่ถึงวัน มีหลุดบ้างต้องคอยเติมค่ะ มีหลายสีให้เลือกแต่เราแนะนำโทนสีนู้ดของเค้านะคะ เหมือนพอแต่งกับอายชาโดว์และปัดแก้มกับแบรนด์เดียวกันแล้วสีทีมันออกมาในโททอลลุคมันดูละมุนกลืนกันไปหมดเลย สวยดีค่ะ

 

หมดแล้วค่าสำหรับเมคอัพคอลเลคชั่นจอยค่ะ ชอบมาก ตัวสินค้าใช้ง่ายและคุณภาพดี สีสวยใช้ได้ในหลายๆงานค่ะ

 

Review Pond’s White Beauty

สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาเปิดกระเป๋ารีวิวสกินแคร์จากแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานาน เห็นกันมาตั้งแต่รุ่นคุณแม่ เค้ามีการพัฒนาออกมาหลายสูตรหลายรุ่นกันเลยนะคะ กับแบรนด์ Pond’s โดยวันนี้เราจะมาพูดถึงสินค้าในรุ่น White Beauty หรือรุ่นทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสค่ะ ส่วนประกอบหลักๆของรุ่นนี้ก็คือโปรวิตามินบี3 หรือ niacinamide ที่เป็นส่วนประกอบในแบรนด์และสินค้าไวเทนนิ่งหลายๆตัวค่ะ

สินค้าเค้าจะออกมาหลายๆตัวมากส่วนใหญ่จะเป็นสกินแคร์ครีมบำรุงผิวหน้า แล้วก็จะพวก Base MakeUp พวก BB Creamและพวกแป้งฝุ่นค่ะเรามาเริ่มกันที่สกินแคร์กันเลยก่อนละกันเนาะ

Pond’s White Beauty Facial Foam

โฟมล้างหน้าที่ออกมาหลายรุ่นและหลายชื่อมากๆจนจำไม่ได้ว่ารุ่นไหน มันเหมือนๆกันหมด555 โฟมล้างหน้าของPond’s เราชอบนะคะ มันเป็นโฟมที่ให้ความรู้สึกสะอาดดีค่ะ รู้สึกได้ว่าล้างหน้ามันๆได้สะอาดหมดจดดีค่ะ หลังล้างแล้วหน้าไม่ได้รู้สึกว่าแห้งผากอะไรมากมาย ถามว่ามันช่วยให้ผิวขาวหรือลดเลือนจุดด่างดำมั้ย ไม่ช่วยค่ะ เพราะเราล้างหน้าแปปเดียวก็ล้างน้ำออก คงไม่มีบำรุงอะไรได้ขนาดนั้น กลิ่นโฟมเป็นเอกลักษณ์มากเวลาล้างแล้วรู้สึกผ่อนคลายดีค่ะ เนื้อจะเป็นครีมมี่ๆฟองสีขาว โดยรวมแล้วมันเป็นโฟมที่ล้างหน้าได้สะอาดสดชื่นดีค่ะ

Pond’s White Beauty day spf30 cream

ครีมบำรุงผิวสำหรับกลางวันค่า spf 30 ดูเหมาะกับการใช้ทาในชีวิตประจำวันค่ะ กลิ่นหอมตามสไตล์เอกลักษณ์Pond’s เค้าหอมแบบผ่อนคลายเนื้อไม่หนักมาเหมือนผสมผงแป้งมาด้วยในครีม พอทาแล้วน่าจะดูเนียนๆผ่องๆ แล้วก็มีความแมทให้นิดนึงค่ะ ซึมไวดีค่ะ แล้วก็ไม่ทำให้หน้ามันเลย ถือเป็นครีมสามัญทั่วไปที่นึกอะไรไม่ออกก็ทาๆครีมนี้ได้ค่ะ ถามว่าขาวขึ้นมั้ย จริงๆแล้วมันเหมือนจะทำให้หน้าดูผ่องๆชั่วคราวเฉพาะตอนที่ทาไปค่ะ พอล้างออกก็ไม่ได้ขาวผ่องเหมือนตอนทาแล้ว ใช้ประจำรู้สึกว่าผิวหน้านุ่มและดูเรียบเนียนมากกว่าดูขาวนะคะ

Pond’s Flawless White  BB Cream

ถือว่าเป็นของถูกและดีที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ จริงๆเค้ามีรุ่นใหม่ที่เป็นบีบีและซีซีรวมกันแต่เราชอบรุ่นเก่าตัวนี้มากกว่า มีสองสีค่ะ ผิวขาวกับผิวสองสี ทาแล้วหน้าเนียนมากกกกก ปกปิดได้ดีเลย สามารถเพิ่มเลเยอร์ในการปกปิดได้จนถึงขั้นเป็นรองพื้นได้เลยนะคะ แต่ถ้าทาบางๆเบาแล้วตบด้วยแป้งฝุ่นแบรนด์เดียวกัน หน้าจะเนียนมากค่ะ แล้วก็ไม่มันเลยทั้งเช้าจรดเย็นอันนี้เราลองมาแล้ว

แป้งฝุ่นของ Pond’s เค้ามีหลายรุ่นมากค่ะ เราติดใจ 3 ตัวค่ะ

Pond’s Magic BB Powder

เป็นรุ่นสีเนื้อเข้มไปนิด แต่ให้การปกปิดดีที่สุดในทุกๆรุ่นของแป้งฝุ่นPond’s ผสมวิงค์ลงไปด้วยนิดๆไม่เยอะมากเอาไว้เซทหน้าหลังจากลงบีบีครีมได้ค่ะ ถ้าเอาไว้เซทหลังลงรองพื้นเลยเราว่ามันดูจะดูหน้าไปหน่อย ควบคุมความมันได้ดีเลยนะคะ ใช้กับผิวสองสีได้หรือผิวผู้ชายทาเฉยๆหลังทาครีมกันแดดก็ได้ลุดเนียนๆดีๆค่ะ

Pond’s Sweeties Pink

แป้งฝุ่นสีชมพูมีวิงค์ ทาแล้วหน้าจะผ่องสวยๆไปตลอดทั้งวัน หน้าจะดูไบรท์ เหมาะกับทุกสีผิวใช้ได้ไม่ขาววอกเกินงามค่ะ ตัวนี้เราว่าคุมมันดีที่สุดกว่าแป้งทุกรุ่นของPond’s นะคะ

Pon’ds Tone Up Loose powder

รุ่นใหม่ เป็นแป้งสีขาววิงค์ชิมเมอร์มาเต็ม คอนเซปหรือทำให้หน้าผ่องหรือขาวขึ้นนั้นแหละค่ะ คุมมันได้ดี แต่ผิวสองสีหรือผิวผู้ชายใช้ให้แอบระวังเพราะมันจะขาวไปนิดนึงค่ะ แต่กลิ่นหอมนมมมากกก ชวนเคลิ่มมากๆ

 

 

Shopping Beauty แบบรีบๆที่ห้าง Muller เยอรมัน

สวัสดีค่าาาาาา ห่างหายกันไปนานมากๆ กับ Miss Slater นะคะ พอดีได้มีโอกาสไปทำธุระด่วนที่ประเทศเยอรมันมาค่ะ ด้วยความฟีลสาวบ้าครีมบ้าเครื่องสำอางอย่างเรา พอดีมีโอกาสได้แวะห้างบ้างไรห้าง ดิชั้นเลยต้องพุ่งนี้ไปหาของเสริมความสวยความงามค่ะ เลยถ่ายรูปมาให้เพือนๆได้ดูกันว่าที่นู้นเค้าขายไรกัน เค้าไรแบรนด์ไรกันบ้างค่ะ

ห้างMullerเมืองมิวนิค เยอรมัน มีทั้งหมดชั้นเดียว จริงๆแล้วจะมีหลายสาขาโดยเป็นแบรนด์ของทางเยอรมันเองเป็นหลักนะคะ ตามหลักคนบ้านเค้าก็ต้องอุดหนุนแบรนด์บ้านเค้าเนาะ

ชื่อห้างน่าจะอ่านว่า มูลเลอร์นะคะ ใครอ่านภาษาเยอรมันออกยังไงสอนออกเสียงกันได้นะคะ

 

คนเข้ามาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนยุโรปจะเข้ามาซื้อของกินของใช้ แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวจะเข้ามาซื้อช็อคโกแลต เวเฟอร์ และเยลลี่ฮัลลิโบะค่ะ

หอบหิ้วของกินกันไปเยอะแล้วก็มาถึง โซนของเสริมความงามที่เราสนใจค่ะ จริงๆแล้วเค้าจะมีหลากหลายแบรนด์ทั้งเคาน์เตอร์แบรนด์และDrug store ทั่วไปนะคะ เรามีดูเจาะๆกันไปทีละรูปกันเลยดีกว่า

เคาน์เตอร์แบรนด์มีทั่วไปค่ะ ทั้ง Dior ,YSL ,Estee Lauder ของก็มีเยอะและครบอยู่นะคะ ทั้งน้ำหอม สกินแคร์และเมคอัพ แต่เราไม่ค่อยเห็นพวกไวเทนนิ่งนะคะสงสัยประเทศยุโรปเค้าไม่ชอบซีเรียสเรื่องพวกนี้เท่าไหร่

ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาเยอรมันเราอ่านไม่ค่อยออก555 รวมถึงมีหลายๆแบรนด์ที่เป็นแบรนด์ local ของเค้าเองค่ะ

L’oreal  ที่นุ้นค่ะ ที่เห็นขายเยอะๆจะเป็นรุ่นสีทอง AGE PERFECT  ที่คิดว่าช่วยพวกเรื่องริ้วรอยร่องลึกค่ะ

OLAY บ้านเค้ามีเยอะมากๆๆๆ หลายรุ่น หลายแบบละลานตาสุดๆค่ะ

แบรนด์นีเวียก็เยอะๆสุดๆเช่นกันค่ะ

การ์นิเย่บ้านเค้าจะเน้นไลน์เติมน้ำให้ผิวซะเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็พวกบีบีมีหลายรุ่นมากๆ และหลายเฉดด้วย

ด้วยความรีบๆช็อป เราสอยๆตัวที่เห็นคนหยิบๆเยอะมาลองดูค่ะ

มีอะไรบ้างมาดูทีละตัวกันเลยเนาะ

Nivea Cellular Filler Volum Day and Night Cream

เพึ่งรู้ว่านีเวียเป็นแบรนด์ของเยอรมัน555 อันนี้เค้าว่าเป็นรุ่นท็อปค่ะ ช่วยเรื่องริ้วรอยและให้ความชุ่มชื่นจะมีHYALURONIC ช่วยเติมเต็มผิวให้ผิวดูฟูขึ้น

ซื้อแบบเดย์และไนท์มา จริงๆคอลเลคชั่นนี้เค้ามีเป็นคุชชั่นด้วยนะคะ แต่ไม่มั่นใจเรื่องสีเลยไม่หิ้วมาอะจ้า

 

Olay Doubel Action Day Cream

ตัวนี้จริงๆแล้วดูธรรมดามากๆ เหมือนให้ความชุ่มชื่นเฉยๆ แต่นางเคลมว่าสามารถใช้เป็น primer หรือ make up base ได้ ฟีลคนขี้เกียจอย่างเราเลยจัดมาค่ะ เพราะมันมีกันแดดด้วย

 

OLAY ANTI-FALEN DAY CREAM

อันนี้ลองซื้อมาฝากแม่ค่ะ อยากรู้ว่ามันจะช่วยเรื่องยกกระชับผิวได้ดีแค่ไหน

 

จริงๆมีสินค้าอีกหลายแบรนด์และหลายตัวเลยนะคะ ที่น่าสนใจและน่าลองค่ะ แต่ด้วยความรีบเลยเดินมะทั่ว

แต่แนะนำห้างมูลเลอร์นะคะ มีสินค้าหลากหลายและราคาไม่แพงดีค่ะ ใครแวะมาเยอรมัน อย่าลืมเข้าห้างนี้ช็อปกันนะคะ

วันนี้ไปก่อนน้าาาา บายยยยย

 

 

 

 

บำรุงผิวแบบขี้เกียจๆกับ ZA TRUE WHITE

สวัสดีค่า Miss.Slater เองจ้า รอบนี้มาแบบขี้เกียจๆ คือบางทีเราตื่นไปทำงาน ไปทำธุระสาย หรือในช่วงเวลารีบๆที่ๆไม่มีเวลาเตรียมตัวพอ บางทีเราก็ขี้เกียจที่จะทาครีมหลายๆตัวหรือทำให้ครบจบขั้นตอน ถ้ามีบำรุง หรือ แต่งหน้าตัวไหน ที่ทาๆจบๆให้เสร็จแต่ยังมีประสิทธิภาพในการบำรุงผิวอยู่ เลยเอามารีวิวให้เพื่อนๆอ่านกันค่ะ เป็นสินค้าจากแบรนด์za คอลเลคชั่น True White ค่ะ

คอลเลคชั่นนี้ก็ตรงๆก็คือเน้นความขาวกระจ่างใส โดยส่วนผสมหลักๆเค้าจะเรียกว่า whitening 4msk ก็คือเป็นสารส่วนผสมในเครือสินค้าชิเซโด้ค่ะ ช่วยเรื่องลดเม็ดสี ลดจุดด่างดำ แล้วก็มีพวกวิตามินซี อะไรพวกนี้ค่ะ สินค้าเค้าจะแพคเกจเรียบๆดูเข้าถึงง่ายดีค่ะ

เริ่มที่บำรุงผิวหน้าตัวแรกค่ะ
ZA TRUE WHITE EXESSENCE LOTION n
เป็นเอสเซนต์บำรุงผิวในรูปแบบน้ำๆข้นๆ หนืดๆค่ะ แต่ซีมไวนะคะ กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์มากๆ แนวๆ ดอกไม้ ให้ความชุ่มชื่นได้ดีเลยค่ะ ตบๆให้มันเข้าผิวลงไปไม่เหนียวเหนอะหนะเลย เช้าๆมารีบทาตัวนี้เป็นบำรุงตัวเดียวจบได้เลย ปริมาณเยอะสะใจ เยาะมาทาทั่วตัวได้อีกด้วย เรื่องที่อยากบอกคือเรื่องความขาว หรือมันได้ช่วยให้ผิวแบบขาวสว่างเปลี่ยนเฉดแป้งหรืออะไรนะคะ แต่มันช่วยให้ผิวดูใสๆกระจ่างๆ ดูไม่โทรมได้ดีมากๆค่ะ เรื่องจุดด่างดำช่วยได้นิดหน่อยมีทำให้ดูจางๆเบาๆ ลงได้บ้าง ผิวจะดูเนียนละเอียดขึ้นค่ะ แถมไม่แพงด้วย สามร้อยกว่าบาท ถือว่าดีมากๆ ใช้ทาได้ทั้งหน้าและทั้งตัวเลยสำหรับ ตัวนี้ช่วยเรื่องความชุ่มชื่นได้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ หน้าจะนุ่มและใสขึ้นนะ

บำรุงอันที่2 จะเป็นครีมบำรุงแบบกันแดดด้วยค่ะ
ZA TRUE WHITE TOTAL CARE CREAM เป็นครีมบำรุงเนื้อข้นมากๆ สีขาวค่ะ เกลี่ยยากนิดนึงต้องใช้ความพยายามในการปาด มีกันแดดด้วยนะคะ เค้าเคลมว่าใช้ตัวนี้ตัวเดียวครบในตอนกลางวันเพราะมันช่วยบำรุงผิว ปรับผิวให้สว่างกระจ่างใสในทันทีเพราะเค้าผสมส่วนผสมของเมคอัพมาให้ เคลมว่าช่วยเรื่องสิวด้วยแต่เราว่าไม่ได้ช่วยเท่าไหร่ ตัวนี้เราชอบตรงที่ว่าพอมันทาแล้วรอเซทตัว ผิวจะมีความฉ่ำๆใสๆ และนุ่มมากๆ ทาเมคอัพแล้วจะช่วยให้เมคอัพติดทน และให้ผิวดูไบร์ทตลอดวันดีมากๆค่ะ

ตัวสุดท้ายสำหรับวันขี้เกียจก็คือรองพื้นนั้นเองค่ะ
ZA TRUE WHITE CUSHION COMPACT
เป็นรองพื้นแบบคุชชั่น ที่เน้นบำรุงผิวให้ความสว่างกระจ่างใสด้วยค่ะ จะบอกว่าไม่เน้นปกปิดเท่าไหร่ แต่ให้ความฉ่ำวาว สว่างกระจ่างไบร์ทมากๆ ที่ไทยจะขาย3 สีนะคะ เราเลือกสีเบอร์เข้มสุดมา พอดีกับผิวหน้าเลยไม่ลอย แต่เนื่อคุชชั่นจะออกโทนชมพูนะคะ ตอนเลือกสีต้องระวังกันดีๆนะ อย่างที่บอกค่ะว่ามันให้ความฉ่ำมากๆ เพราะฉะนั้นจะค่อยคุมมันเท่าไหร่ ถ้าใครชอบหน้าโกลวๆ จัดตัวนี้ได้เลย แต่ถ้าอยากให้มันไม่เยิ้มมาก ก็สามารถลงแป้งฝุ่นทับได้ค่

ขอบคุณค่าาาา